posttoday

เศรษฐกิจไทยสาหัสฉุดไม่รอด เชื่อมั่นโคม่ายิ่งแก้ยิ่งทรุด

19 กุมภาพันธ์ 2563

เศรษฐกิจปี 2563 กำลังดิ่งลงเหว ผ่านไม่ไม่ถึง 2 เดือน คาดว่าปีนี้โตไม่ได้ถึง 2% จนมีการมองกันว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอยจนหาทางฟื้นไม่เจอ

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

.................................

หลังจาก สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ฯ เปิดเผยว่า ตัวเลขอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (GDP) ของปี 2562 ขยายตัว 2.4% ต่ำกว่าปี 2561 ที่ขยายตัวได้ 4.1% เป็นการขยายตัวต่ำสุดในรอบ 5 ปี

นอกจาก สภาพัฒน์ฯ ยังช็อคเศรษฐกิจไทย โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2563 จะขยายตัว 1.5-2.5% ต่ำกว่าคาดการณ์เดิมที่ 2.7-3.7% โดยมีปัจจัยหลัก คือ การระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ปัญหาภัยแล้ง และความล่าช้าของงบประมาณฯ ปี 2563

สภาพัฒน์ฯ บอกตรงไปตรงมาว่า เศรษฐกิจไทยปี 2562 มีค่าเฉลี่ยขยายตัวอยู่ที่ 2% ซึ่งหากรัฐบาลสามารถแก้ 3 ปัญหาสำคัญดังกล่าวได้ดี โอกาสการขยายตัวเศรษฐกิจก็จะขยายตัวได้มากกว่า 2%

ในทางตรงข้าม หากรัฐบาลไม่สามารถดำเนินนโยบายหรือออกมาตรการ เพื่อแก้ 3 ปัญหาสำคัญดังกล่าวได้ เศรษฐกิจก็มีความเสี่ยงสูงที่จะขยายตัวได้ 1.5%

แน่นอนว่า การเปิดตัวเลขและสมติฐานเศรษฐกิจปี 2563 ของสภาพัฒน์ฯ ทำให้เกิออาฟเตอร์ช็อคตามมาทันทีอย่างรุนแรง รวดเร็ว นักลงทุนไม่เชื่อมั่น สำนักวิจัยเศรษฐกิจหั่นการขยายตัวเศรษฐกิจไทยต่ำติดดินจนน่าใจหาย

สำนักวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2563 เติบโตต่ำสุดในรอบ 6 ปี เหลือ 1.5% จากเดิมคาดว่าจะเติบโตที่ 2.5% หรือลดลงไป 1% ทันที เพราะคิดว่าเศรษฐกิจไม่มีแรงขับเคลื่อนจากการลงทุนภาครัฐ การท่องเที่ยว และภัยแล้ง รวมถึงการส่งออก

สำนักวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ได้แจงให้เห็นภาพเลยว่า งบประมาณ 2563 ล่าช้า ทำให้มูลค่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในปีนี้หายไป 1.51 แสนล้านบาท ซึ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นและกระทบไปยังการลงทุนภาคเอกชนจน ทำให้เศรษฐกิจหายไป 0.1%

สำหรับ การระบาดของไวรัสโคโรนา (COVID-19) ทำให้เศรษฐกิจหายไปอีก 0.4% ปัญหาภัยแล้งที่รุนแรงมากและส่อเค้าลากยาวขึ้นทำให้เศรษฐกิจหายไปอีก 0.3%

นอกจากนี้ ปัจจัยลบต่างๆดังกล่าวข้างต้นยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการบริโภคและการลงทุน รวมถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจในลักษณะวงจรขาลงซึ่งอาจบั่นทอนเศรษฐกิจ อีกราว 0.2% รวมกันแล้วทำให้เศรษฐกิจปีนี้หายไป 1.0%

ขณะที่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจธุรกิจ (อีไอซี) ธนาคารไทยพาณิชย์ ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจ 2563 เหลือ 1.8% จากเดิมคาดที่ 2.1% เพราะเศรษฐกิจมีความเปราะบางมากขึ้น สะท้อนจากหลายภาคเศรษฐกิจที่เข้าสู่ภาวะทดทอยในเชิงเทคนิค (Technical Recession) แล้ว เช่น การส่งออก การลงทุนภาครัฐ การบริโภคสินค้ายานยนต์ สาขาก่อสร้าง และภาคเกษตร

อีไอซี มองว่า สถานการณ์ COVID-19 มีแนวโน้มรุนแรงและน่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากกว่าที่คาดไว้เดิมผ่านการลดลงของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และยังอาจส่งผลต่อการลดลงของการเดินทางท่องเที่ยวและจับจ่ายใช้สอยของคนไทยอีกด้วย อีกทั้งยังมีความเสี่ยงจากเรื่อง Supply chain disruption ที่อาจส่งผลกระทบต่อการชะลอตัวของการส่งออกไทยเพิ่มเติมได้

นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยด้านการใช้จ่ายยังรับแรงกดดันจากภาคส่งออกที่หดตัวต่อเนื่อง และผลกระทบจากความล่าช้าของงบประมาณปี 2563 ด้านการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวชะลอ ทำให้อีไอซีการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1 ปี 2563 จะชะลอลงอย่างมาก หรือ พูดง่ายๆ คืออาจจะต่ำกว่าไตรมาส 4 ปี 2562 ที่ขยายตัวต่ำ 1.6% ที่ต่ำสุดในรอบ 21 ไตรมาส

พร้อมกันนี้ ยังมีกลุ่มสถาบันการเงินทิสโก้ ออกมาหั่นเศรษฐกิจปีนี้เหลือ 1.7% รวมถึงศูนย์วิจัยกสิกรไทย ธนาคารกสิกรไทย ก็ปรับลดเศรษฐกิจไทยหรือ 2% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 2.5-3.0% ภายใต้เงื่อนไขที่ภาครัฐสามารถนำเม็ดเงินใหม่ลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้ราวแสนล้านบาทในระยะเวลาที่เหลือของปี รวมถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 สามารถควบคุมได้ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้

แน่นอนว่า หลังจากนี้จะมีอีกหลายหน่วยงานทางเศรษฐกิจออกมาหั่นการขยายตัวเศรษฐกิจต่อเนื่อง และจะมีการสร้างสถิติหั่นการขยายตัวของเศรษฐกิจต่ำสุดไปพร้อมกันด้วย ซึ่งไม่เป็นผลดีทำให้ความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจไทยอยู่ในขั้นวิกฤต เอกชนชนลอลงทุน ชะลอใช้จ่าย มาตรการที่ออกมาไม่ได้ผลเพราะไม่มีใครสนใจ เพราะเห็นชัดเศรษฐกิจไทยปีนี้ยิ่งวันยิ่งแย่ ยังหาจุดต่ำสุดไม่เจอ

แม้แต่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อย่างออกมายอมรับว่า ตัวเลขเศรษฐกิจของสภาพัฒน์ฯ ต่ำกว่าตัวเลขที่ ธปท. ประมาณไว้ ณ เดือนธันวาคม 2562 ที่ 2.5% และ เศรษฐกิจปีนี้จะโต 2.8% ทั้งที่ ธปท. เป็นอันดับหนึ่งที่มีการประมาณตัวเลขการขยายตัวเศรษฐกิจต่ำกว่าหน่วยงานอื่นๆ มาตลาดในช่วงที่ผ่านมา

นั้นแสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้สาหัสจริง ความเชื่อมั่นโคม่า แก้ไม่ตกยิ่งแก้ยิ่งทรุด และ ธปท. คงปรับลดการขยายตัวเศรษฐกิจลงไปต่ำกว่า 2% โดย ธปท. พยายามมองโลกในแง่ดีว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาขยายตัวได้ 3% ในปี 2564 ภายใต้เงื่อนไขที่ขีดเส้นใต้ไว้ว่าต้องไม่มีปัจจัยเสี่ยงที่เหนือความคาดหมายเข้ามาอีก ยิ่งทำให้ไม่มีใครเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจปี 2564 จะขยายตัวได้ดีขึ้น เหมือนกับเศรษฐกิจปี 2563 ที่รัฐบาลบอกว่าจะดีขึ้น แต่แค่เริ่มต้นปีก็เห็นภาพชัดว่าแย่กว่านึกเลวร้ายกว่าที่คาดไว้

ที่ผ่านมา ธปท. ลดดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 1% ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ก็แล้ว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก็แล้ว ก็ยังดูเหมือนไม่แรงพอที่จะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวกลับมาได้

กระทรวงการคลังออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวให้หักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า สำหรับบริษัทที่ไปจัดสัมมนาต่างจังหวัด ให้โรงแรมที่พักนำค่าซ่อมแซมปรับปรุงมาหักลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า นอกจากนี้ยังออกมาตรการกระตุ้นการลงทุนให้เอกชนที่ลงทุนปีนี้หักลดหย่อนภาษีได้ 2.5 เท่า แต่ดูเหมือนมาตรการที่ออกมาเป็นยาหมดอายุ หรือ เป็นยาที่ไม่ถูกโรคกับคนไข้

ส่งผลให้การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาไม่ได้ผล ออกมาก็เสียของอย่างที่เห็น เพราะตราบใดที่เศรษฐกิจยังดิ่งลงก้นเหวแบบนี้ นักลงทุนและประชาชนที่ไหนก็ไม่มีความเชื่อมั่นจะลงทุนจะใช้จ่าย

ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจตอนนี้ จึงต้อนรัฐบาลเข้ามุมอับ หาทางเต้นออกจากมุมไม่เจอ หาทางทำให้เศรษฐกิจพ้นจากจุดต่ำสุดไม่ได้ การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่มีพลัง ล่าช้า ไม่ทันการณ์ ทำให้เศรษฐกิจทรุดแล้วทรุดอีก จนจะเข้าสู่ภาวะทดถอย ซึ่งจะส่งผลกระทบกับนักลงทุนและประชนรุนแรงกว่าเศรษฐกิจชะลอตัวหลายเท่า การแก้ปัญหายากขึ้นกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา

การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทยตอนนี้ จึงเป็นจุดชี้เป็นชี้ตายของรัฐบาลและทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลเลยว่า จะอยู่รอดหรืออยู่ลำบากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันขึ้นไปอีก

ข่าวล่าสุด

ดร.ณัฏฐ์ ชี้คดี44อดีตสส.ก้าวไกล ฝ่ายอนุรักษ์นิยมครองอำนาจเต็มระบบ