สมาคมตราสารหนี้ คาดปี 63 ต่างชาติขนเงินออก 8 หมื่นล้านบาท เหตุเศรษฐกิจชะลอ
ภาคเอกชน จะออกหุ้นกู้ต่อเนื่องอีก 8.5-9.2 แสนล้านบาท หลังปี 62 ทำสถิติใหม่ทะลุ 1 ล้านล้าน คาดไตรมาสแรกกนง.ลดดอกเบี้ย
ภาคเอกชน จะออกหุ้นกู้ต่อเนื่องอีก 8.5-9.2 แสนล้านบาท หลังปี 62 ทำสถิติใหม่ทะลุ 1 ล้านล้าน คาดไตรมาสแรกกนง.ลดดอกเบี้ย
นายธาดา พฤฒิธาดา กรรมการผู้จัดการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า ปี 2563 บริษัทเอกชนไทยจะยังคงมีความต้องการระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้ระยะยาวอย่างต่อเนื่อง โดยประมาณการว่าจะมีมูลค่าการออกหุ้นกู้ระยะยาวประมาณ 8.5 - 9.2 แสนล้านบาท
สำหรับปี 2562 ภาคเอกชนออกตราสารหนี้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยทำสถิติใหม่ที่ 1.08 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% จากปีก่อนหน้า นำโดยการออกของธุรกิจใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ ธนาคารพาณิชย์ เงินทุนและหลักทรัพย์ และกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่มียอดการออกพุ่งขึ้นกว่า 3 เท่าในปีที่แล้ว
สมาคมตลาดตราสารหนี้ฯ คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีกครั้งในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยิลด์ ) รัฐบาลระยะสั้นปรับลดลงตาม ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว 10 ปีซึ่งทำระดับต่ำสุดใหม่ในช่วงเปิดต้นปีน่าจะมีโอกาสปรับตัวลงในกรอบจำกัด และขยับขึ้นในกรอบแคบเมื่อสงครามการค้ามีแนวโน้มที่ดีขึ้น
ด้านภาพรวมตลาดตราสารหนี้ปี 2562 มีการขยายตัวในระดับที่ดี โดยมูลค่าคงค้างรวม 13.52 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.72% จาก 12.79 ล้านล้านบาทในปีก่อนหน้า โดยปริมาณการซื้อขายในตลาดรองเพิ่มขึ้นเช่นกันที่ 11% จากปีก่อนหน้า ในส่วนของตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน มูลค่าคงค้างมีอัตราการขยายตัวสูงถึง 9% จากปีก่อนหน้า จากการเพิ่มขึ้นของตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาวซึ่งกว่า 94%
สำหรับการลงทุนตราสารหนี้ของนักลงทุนต่างชาติ ในปี 2562 เงินไหลออกสุทธิ 8.4 หมื่นล้านบาท โดยมีการเข้าซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว 5.2 หมื่นล้านบาท แต่ขายออกสุทธิในมูลค่าที่สูงกว่าในตราสารหนี้ระยะสั้น 1.4 แสนล้านบาท ทำให้สิ้นปีที่ผ่านมา ต่างชาติมีมูลค่าการลงทุนสะสมสุทธิในตราสารหนี้ไทยทั้งสิ้น 9.9 แสนล้านบาท หรือมีสัดส่วน 10.49% ของมูลค่าคงค้างพันธบัตรรัฐบาลและธปท. ซึ่งลดลงจาก 11.86% เมื่อปลายปีก่อนหน้า
นายธาดา กล่าวอีกว่า ทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้ายของต่างชาติ ในปี 2563 คาดว่ามีโอกาสที่เงินทุนจะไหลออกจากตราสารหนี้ประมาณ 8 หมื่นล้านบาท ใกล้เคียงกับปี 2562 โดยจะไหลออกในตราสารหนี้ระยะยาวมากกว่าตราสารหนี้ระยะสั้น เนื่องจากเศรษฐกิจอยู่ในช่วงชะลอตัว และส่วนต่างอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง หรือบอนด์ยิลด์ ระหว่างไทย และสหรัฐฯ อยู่ในระดับที่ต่ำมาก รวมถึงพันธบัตรจีนที่จะถูกเพิ่มน้ำหนักใน GBI-EM index ในช่วงเดือนก.พ.2563 น่าจะส่งผลกระทบกับพันธบัตรไทยที่มีสัดส่วนอยู่ในดัชนีดังกล่าวที่ 9% ถูกปรับน้ำหนักลง 2%


