ธปท.ย้ำขึ้นดอกเบี้ยต้องดูศก.ควบคู่เงินเฟ้อ

วันที่ 04 ม.ค. 2553 เวลา 18:06 น.
โพสต์ทูเดย์ – ธปท.ชี้เงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นยังไม่กระทบการดำเนินนโยบายดอกเบี้ย ย้ำจะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ต้องดูการฟื้นตัวของเศรษฐกิจด้วยไม่ใช่ดูแค่การเร่งขึ้นของเงินเฟ้ออย่างเดียว

นางธาริษา วัฒนาเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า แนวโน้มเงินเฟ้อในปีนี้น่าจะสูงกว่าปีที่แล้ว เพราะมีปัจจัยจากฐานปีที่แล้วต่ำ ราคาน้ำมันเริ่มสูงขึ้น โดยในไตรมาส 1 และไตรมาส 2 ปีนี้น่าจะสูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน และเมื่อหมดมาตรการลดค่าครองชีพของรัฐบาลที่น่าจะต่อออกไปถึงไตรมาสแรกแล้วเงินเฟ้อคงปรับขึ้นเร็ว และปรับสูงขึ้นต่อไป ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม เท่าที่ธปท.ติดตามดูยังไม่น่าห่วง และไม่มีอะไรที่จะต้องตื่นตระหนก และการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อคงไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่จะมากดดันให้ธปท.ปรับการดำเนินนโยบายการเงิน เพราะที่สุดการจะปรับขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ ต้องประเมินสถานการณ์ข้างหน้า และดูการฟื้นตัวของเศรษฐกิจด้วย

“เงินเฟ้อที่จะมีผลต่อนโยบายต้องมาจากความต้องการซื้อสินค้า(ดีมานด์)ที่สูงขึ้น และราคาสินค้าสูงขึ้นจริงๆ แต่เท่าที่ดูตอนนี้ยังไม่มีทั้งการคาดการณ์ว่าราคาสินค้าจะสูงขึ้นอีก และราคาสินค้าเองก็ยังไม่ได้สูงขึ้น จึงคิดว่าการดำเนินนโยบาย ณ ขณะนี้ยังไม่น่าจะมีอะไรเปลี่ยน ยังต้องดูแลเศรษฐกิจอยู่” นางธาริษากล่าว

นางธาริษา เปิดเผยว่า ส่วนการจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนั้น ธปท.จะพิจารณาตามภาวะเศรษฐกิจและการปรับขึ้นของเงินเฟ้อประกอบกัน หากเศรษฐกิจฟื้นเร็ว และเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นแรงมาก ธปท.ก็จะดูแลเศรษฐกิจด้วยการปรับดอกเบี้ยขึ้นแรง  แต่หากเศรษฐกิจฟื้นตัวลักษณะค่อยเป็นค่อยไป และเงินเฟ้อทยอยปรับตัวขึ้น ดอกเบี้ยก็จะปรับแบบค่อยเป็นค่อยไปเช่นกัน ซึ่งคงบอกไม่ได้ว่าดอกเบี้ยในปีนี้จะขึ้นช่วงใดหรือจะอยู่ที่ระดับใด เนื่องจากต้องรอดูข้อมูลทางเศรษฐกิจใกล้ๆอีกครั้ง

ทั้งนี้ ในวันเดียวกันนี้กระทรวงพาณิชย์ได้ประกาศอัตราเงินเฟ้อล่าสุดในเดือนธ.ค. 2552 โดยอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ระดับ 0.2% เพิ่มจากเดือนก่อนหน้าที่ 0.1% และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ระดับ 3.5% ปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ 1.9% 

ด้าน นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการด้านบริหาร ธปท. ในฐานะคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า เงินเฟ้อที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศออกมายังไม่ออกนอกเป้าหมายเงินเฟ้อที่ กนง. กำหนดไว้ที่ 0.5-3% แม้ว่าจะมีในบางช่วงที่ออกนอกเป้าหมายบ้าง จากผลของมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ แต่การเร่งตัวขึ้นของเงินเฟ้อในช่วงนี้ยังไม่สร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจมากนัก

“แรงกดดันจากการเร่งตัวของอัตราเงินเฟ้อในรอบต่อไปจะมีมากแค่ไหน ขึ้นกับการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจโลก ซึ่งต้องดูความสมดุลของการบริโภคและการใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น พร้อมทั้งราคาน้ำมัน หลังจากที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวด้วย แต่คิดว่าการเร่งตัวของเงินเฟ้อไม่ได้เป็นปัจจัยเดียว ที่จะทำให้ดอกเบี้ยขยับขึ้น เพียงแต่การดูแลธปท.จะต้องดูผลกระทบระลอก 2 (second round effect) ที่จะมีต่อเศรษฐกิจ รวมทั้งต้องติดตามนโยบายรัฐบาลการช่วยเหลือค่าครองชีพที่จะสิ้นสุดลงประมาณต้นเดือนเม.ย.นี้ด้วยว่า จะต่อออกไปอีกหรือไม่ ” นางอัจนากล่าว

นางอัจนา เปิดเผยว่า ในการคาดการณ์เงินเฟ้อ ของธปท. ได้ตั้งสมมติราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปี 2553 ไว้ที่ 85 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และคาดว่าในปีนี้ราคาน้ำมันคงจะผันผวนแน่ ซึ่งคงสร้างแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อ แต่ก็คิดว่าจะทำให้เงินเฟ้อออกนอกเป้าหมายที่ธปท.คาดการณ์ไว้