posttoday
การอภิปรายไม่ไว้วางใจกับหลักคิดของรัฐบาล

การอภิปรายไม่ไว้วางใจกับหลักคิดของรัฐบาล

14 กันยายน 2564

ดุเดือดเหลือเกินกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่พึ่งผ่านพ้นไป แม้ว่าจะลงเอยด้วยชัยชนะของฝ่ายรัฐบาล

คอลัมน์ ทันเศรษฐกิจ โดย...ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัธกฤตย์ เทพมงคล ศูนย์ศึกษาพัฒนาการเศรษฐกิจสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA)www.econ.nida.ac.th; [email protected]

ดุเดือดเหลือเกินกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่พึ่งผ่านพ้นไป แม้ว่าจะลงเอยด้วยชัยชนะของฝ่ายรัฐบาล แต่ไม่ว่าท่านจะมีความคิดทางการเมืองแบบไหน ก็คงต้องยอมรับกับ “ความปัง” ในการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน ที่เตรียมการอภิปรายอย่างเข้มข้นและจริงจังอย่างที่สุด ชูประเด็นที่ใช้ในการกล่าวหารัฐบาลอย่างชัดเจน เต็มไปด้วยข้อมูล ตัวเลข คลิปเสียง ข้อมูลทางวิชาการ ต่าง ๆ นานา เต็มไปหมด ไม่ได้มีดีแค่ฝีปากและลีลาการพูดเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรจะเป็นในระบบการเมืองแบบรัฐสภา (ซึ่งส่วนฝีปากลีลาเอาจริงๆ ก็คือปังไม่ไหวอีกเช่นกัน มีเล่นสัมผัสคำ เล่นประเด็นทางอารมณ์ให้คนอินและติดตามอยู่เนือง ๆ มี Quote ให้เป็น Viral กันท่วมหน้า Feed ไม่มีเบื่อ)

แน่นอนว่าการคัดค้าน หรือโต้เถียงจากฝ่ายรัฐบาล ที่สำคัญ เช่น ฯพณฯ นายก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นาย อนุทิน ชาญวีรกูล อาจจะยังงง ๆ อยู่บ้าง ทำให้สื่อส่วนใหญ่จับประเด็นได้แต่ “อย่าด้อยค่าวัคซีน” “ไทยจีนเมืองพี่เมืองน้อง” “ยืนยันว่าไม่เคยโกง” และ “ผมสวดมนต์ทุกวัน” ให้คนในโลกออนไลน์ได้ทำ Meme กันสนุกมือ แต่ก็มีผู้ที่เกี่ยวข้องทยอยออกมาช่วยตอบคำถามให้กับประชาชนหายสงสัยกันอยู่เนือง ๆ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่พึงกระทำ อย่าปล่อยให้ประชาชนงงนานจนเกินไป

แน่นอนประเด็นที่อภิปรายส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นวิกฤติ COVID-19 กับการจัดการวัคซีนของรัฐบาล แต่ที่สะดุดหูนักเศรษฐศาสตร์อย่างผู้เขียนที่สุดน่าจะเป็นคำพูดของท่านอนุทินที่อธิบายราคาซื้อของวัคซีน Sinovac ตามหลัก Demand-Supply การซื้อปริมาณมากจะต่อราคาได้ถูกลง จนไปถึงลักษณะของตลาดวัคซีนที่ปัจจุบันเป็นตลาดของผู้ขาย เป็นที่ให้ “เชื่อ” ได้ว่าท่านรัฐมนตรีสาธารณสุขน่าจะมีองค์ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์เป็นอย่างดี เมื่อเริ่มมี “ความเชื่อ” แบบนี้เกิดขึ้นมาในสมอง ผู้เขียนจึงอยากจะชวนผู้อ่านทุกคนมาช่วยกันคิดต่อไปพร้อมกันว่า “เราสามารถมองกระบวนการจัดการวัคซีนของรัฐบาลไทยให้สอดคล้องกับหลักการตัดสินใจของผู้มีเหตุมีผลทางเศรษฐศาสตร์ (Rational Agent) ได้หรือไม่”

Rational Agent เขามีหลักคิดกันอย่างไร? แน่นอนครับมนุษย์เราต่างคนต่างความชอบต่างรสนิยม ไม่มีใครคิดเหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว ดังนั้นการตัดสินใจของคนแต่ละคนจึงมีความแตกต่างกัน แต่มันต้องมีหลักยึดร่วมกันอะไรสักอย่างที่มันมีเหตุมีผล เรามีวิเคราะห์หลักยึดของรัฐบาลจาก “แผนจัดหาวัคซีนแรก” ของรัฐบาลที่เคยชี้แจงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรอบกุมภาพันธ์ 2564 กัน

1. กลัวความเสี่ยง (Risk-averse) อนุมานได้จากแผนการจัดหาวัคซีนดั้งเดิมที่เลือกจะใช้วัคซีน Astrazeneca และ Sinovac ซึ่งเป็นวัคซีนแบบ Viral vector และ แบบเชื้อตาย ตามลำดับ ซึ่งจากการให้สัมภาษณ์ของท่านนายกและท่านอนุทินในอดีตก็พูดอย่างชัดเจนว่า ท่านไม่อยากเสี่ยงใช้วัคซีนแบบ MRNA ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ยังมีอายุน้อย ราว ๆ 10-20 ปี ทำให้ไม่มีใคร หรือหลักฐานทางวิชาการระดับโลกอันไหนที่จะหยั่งรู้ผลใน “ระยะยาว” ของเทคโนโลยีนี้ต่อร่างกายคนได้จริง

2. คาดการณ์ตามสถานการณ์ปัจจุบัน (Adaptive expectation) อนุมานได้จากการรัฐบาลไทยตัดสินใจบนพื้นฐานที่ว่า “ประเทศไทยรับมือกับการระบาดโควิดในรอบแรกได้ดี” ทำให้แผนการจัดหาวัคซีนเน้นไปที่การรอวัคซีน Astrazeneca บนฐานการผลิตของบริษัท Siam Bio-Science ในประเทศไทยจำนวน 61 ล้านโดส ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2564 (ซึ่งไม่เกิดขึ้นจริง ณ ปัจจุบัน) การสั่ง Sinovac เป็นวัคซีนแก้ขัดเพราะสั่งได้เร็ว และสามารถต่อกรกับโควิดสายพันธุ์ดั้งเดิมและแอลฟาได้ดีที่เป็นสายพันธุ์หลัก ณ ช่วงนั้น

3. ให้ความสำคัญปัจจัยราคา (Price factor) อนุมานจากการที่รัฐบาลตัดสินใจที่จะไม่เข้า COVAX ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มเพื่อการกระจายวัคซีนให้ทั่วถึงของนานาประเทศทั่วโลก โดยรัฐบาลให้เหตุผลว่า เราไม่ใช่ประเทศรายได้ต่ำ (แต่ก็ไม่ค่อยมีตังค์) ดังนั้นเราจะต้องจ่ายค่าวัคซีนในราคาที่แพงโดยที่ไม่สามารถเลือกวัคซีนได้ ซึ่งวัคซีนที่อาจจะได้จัดสรรอย่าง Astrazeneca เราก็จะมีของเราเอง “เต็มแขน” อยู่แล้ว (ซึ่งไม่เกิดขึ้นจริง ณ ปัจจุบัน)

หลักสามข้อนี้ถือเป็นหลักของ Rational Agent ได้ทั้งสิ้นครับ ไม่ผิดเลยสักข้อเดียว (ถึงแม้ว่าคนที่มีเหตุมีผลแบบเต็มขั้นจริง ๆ จะไม่แค่คาดว่าอนาคตจะมีสถานการณ์เช่นเดียวกับปัจจุบัน แต่จะใช้ข้อมูลในปัจจุบันคาดว่ามันน่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต) แต่แล้วทำไมวิกฤติโควิดและสถานการณ์การฉีดวัคซีนของประเทศไทยมันถึงมาจุดที่ย่อยยับได้อย่างทุกวันนี้ได้? จุดพลิกผันอยู่การจัดส่งของ Astrazeneca ที่ผลิตในไทยไม่มาตามแผน (หรือไม่ก็อาจจะเป็นเพราะมันเป็นแผนลวงโลกที่ไม่เคยมีอยู่จริงตามที่ ส.ส. วิโรจน์ พรรคก้าวไกลได้กล่าวหาเอาไว้จริงๆ ก็ต้องรอความกระจ่างต่อไป) ประเด็นสำคัญคือ ถ้ารัฐบาลจะยืนยันรอวัคซีนที่ผลิตในไทยเองในไตรมาสที่ 3 โดยไม่สนใจที่จะสั่งวัคซีนอื่นมาสำรอง และไม่สนใจที่จะเข้าร่วม COVAX นั่นแปลว่า รัฐบาลจะต้องมองการจัดส่งวัคซีน Astrazeneca นี้เป็นเหตุการณ์ที่ไร้ซึ่งความเสี่ยงใด ๆ (Deterministic) อารมณ์แบบมาแน่นอนดั่งพระอาทิตย์ยามเช้าโผล่ขึ้นมาทางทิศตะวันออก แต่จากการประมวลข่าวจากหน่วยงานราชการและคนฝ่ายรัฐบาลเอง ที่ทยอยหลุดออกมาเรื่อย ๆในประชาชนอย่างผู้เขียนเห็น และฝ่ายค้านเอามาสรุปในการอภิปรายครั้งนี้ ทำให้เห็นได้ว่า ไม่ได้มีการผูกพันทางสัญญาอะไรที่ตรงตามแผนการจัดหาวัคซีนที่ประกาศไว้แต่แรกแต่อย่างใด เมื่อเป็นอย่างนั้น ก็กลายเป็นการแทงม้าตัวเดียวอย่างที่ฝ่ายค้านกล่าวหามาตลอด แล้วอะไรคือหลักกลัวความเสี่ยง งงไหมครับ

ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เมื่อ Astrazeneca มาไม่ทัน รัฐก็ปิ๊งไอเดียการฉีดวัคซีนไขว้ Mix and Match ซึ่งเอาจริงๆ ทั่วโลกเขาก็มีการลองผสมสูตรวัคซีนเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันไม่น้อยครับ แต่ถ้าจะทำก็ต้องยอมรับว่ามันก็คือการเอาประชาชนคนไทยไปเสี่ยงนั่นแหละครับ โดย “หวัง” ว่ามันจะได้มากกว่าเสีย ซึ่งก็แสดงว่ารัฐบาลไม่ได้ยึดหลักกลัวความเสี่ยงแต่อย่างใด ที่เคยพ่นไปก็แค่ลมปากเท่านั้น เอาเป็นว่า ลืมหลักการข้อ 1 ข้างต้นไปครับ

หลักการข้อ 2 ก็พังไปตั้งแต่ตอนที่รู้ตัวว่าสายพันธุ์เดลต้าเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดในประเทศไทย แต่ก็ยังคงปักใจสั่ง Sinovac ทั้ง ๆ ที่คนทั้งโลกมองว่า Sinovac ไม่ใช่คำตอบเมื่อเจอกับสายพันธุ์นี้ ไม่รู้ทำไมองค์การอาหารและยาของประเทศเราถึงได้มองสวนทางกับคนทั้งโลกได้ขนาดนั้น ซึ่งถ้ารัฐบาลคาดการณ์จากสถานการณ์และข้อมูลปัจจุบันจริงๆ การตัดสินใจเรื่อง Sinovac ไม่น่าจะเป็นแบบนี้ แล้วยิ่งมารู้ข้อมูลราคาวัคซีน Sinovac ที่ถูกเปิดเผยในการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ ซึ่งปรากฏว่าแพงกว่าวัคซีนอย่าง Pfizer ทำให้เราได้ข้อสรุปว่า มันไม่เกี่ยวกับราคาถูกอะไรหรอก แล้วหลักการอะไรทั้งสามข้อข้างต้น ก็ถือว่าเป็นเรื่องตลกที่ผู้เขียนมโนขึ้นมาเอง เพราะสิ่งที่เราสรุปได้ไม่ใช่ Rational Agent แต่เป็นไม้หลักปักเลน ที่โคลงเคลงหาหลักยึดอะไรไม่ได้ทั้งนั้นครับ

ข่าวล่าสุด

ก.ล.ต. กล่าวโทษ “บล.ฟินันเซีย ไซรัส” ระบบ KYC บกพร่อง ส่อเอื้อฟอกเงิน

ก.ล.ต. กล่าวโทษ “บล.ฟินันเซีย ไซรัส” ระบบ KYC บกพร่อง ส่อเอื้อฟอกเงิน