สถานการณ์รวยจะยิ่งรวย จนจะจนกรอบ คำแนะนำทางออก

วันที่ 30 ส.ค. 2564 เวลา 06:44 น.
สถานการณ์รวยจะยิ่งรวย จนจะจนกรอบ คำแนะนำทางออก
ประเด็นที่รัฐบาลควรต้องดูแลอย่างใกล้ชิดก็คือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกในปีนี้ จะมีลักษณะเป็น K Shape ไม่ใช่ V Shape

คอลัมน์ เศรษฐกิจคิดง่าย ๆ ตอนที่ 38/2564? โดย...สุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ เครดิตบูโร

ไม่บ่อยที่ผู้เขียนจะได้เห็น ได้อ่าน สิ่งที่เจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ ที่นำพาธุรกิจฝ่าวิกฤติโรคระบาด ออกมาพูดถึงการบริหารความหวัง การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ความเห็นของท่าน ผู้เขียนขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อ เห็นด้วยเห็นต่างไม่ว่ากันนะครับ ผู้เขียนขอเริ่มต้นด้วยข้อความที่ว่า

ข้อความที่ 1. "... ท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ตลอดจนสหประชาชาติ องค์การอนามัยโลกและประเทศต่าง ๆ ก็มีความเห็นเช่นเดียวกันว่า "วัคซีน" คือสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผู้คนในประเทศต่าง ๆทั่วโลกมีภูมิคุ้มกันเพียงพอที่จะต่อสู้กับไวรัสโควิด-19 ได้ เหมือนกับการต่อกรกับไข้หวัดใหญ่ในแต่ละปี"

ประเด็นของวัคซีนที่เรา ๆ ท่าน ๆ ต้องคิดให้ทะลุเพื่อที่มันจะได้ไม่ต้องมาเถียงกันก็คือ

(1) ไวรัสจะกลายพันธุ์ได้เร็วและดุขึ้นขนาดไหนในอนาคต

(2) วัคซีนที่เราสร้างจะเก่งทันกับไวรัสไหม

(3) วัคซีนจะมีมากพอ จะมาทันเวลาไหม

(4) การบริหารเพื่อเอาวัคซีนที่ได้มาเข้าแขนผู้คนจะทำได้ดีขนาดไหน เราต้องการฉีดให้ได้วันละ 1 ล้านโดสนะครับ

(5) ผู้คนจะพร้อมใจยอมให้วัคซีนเข้าแขนไหม ข่าวลวง ข่าวปลอม ข่าวจริงบวกไม่จริง ข่าวจริงคนเชื่อกับคนไม่เชื่อ การด้อยค่าของวัคซีนเพื่อหวังผลทางการเมือง มันคืออุปสรรคที่ต้องฝ่าไปให้ได้

(6) วินัยของผู้คนที่ต้องอดทน อดกลั้น แลกกับความหิว ความกลัว ถ้าทำมาหากินได้ลำบากจะทำกันอย่างไร

ข้อความที่ 2. "... ประเด็นที่รัฐบาลควรต้องดูแลอย่างใกล้ชิดก็คือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกในปีนี้ จะมีลักษณะเป็น K Shape ไม่ใช่ V Shape อย่างที่ประเมินกันเบื้องต้น ลักษณะของ K Shape คือขาบนของตัว K คือ "กลุ่มคนรวย ซึ่งไม่ต้องไปห่วง เพราะคนรวย ยังคงรวยมากขึ้น แต่ขาล่างของตัว K คือ คนจนซึ่งจะมีมากขึ้น" ดูได้จากสถิติที่จัดเก็บไว้ ถ้าภาคทางการจะใช้อัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นเครื่องมือ ก็คงจะช่วยคนระดับล่างได้ส่วนหนึ่ง

อีกส่วนหนึ่งต้องเข้าไปอุดหนุนสินค้าเกษตรให้เขาสามารถผลิตสินค้าได้ในราคาที่สามารถอยู่ได้ ในเวลาเดียวกันก็ต้องเข้าไปช่วยเหลือคนที่กลับภูมิลำเนาเพราะที่กรุงเทพฯ ไม่มีงานให้ทำด้วย ..."

ผู้นำธุรกิจได้กล่าวในตอนท้ายว่าคนไทยต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือเพื่อความอยู่รอดของทุกฝ่ายและท่านก็เชื่อว่าจากนี้ไปอีก 6 เดือนข้างหน้า ถ้าเราช่วยกัน เราจะวิ่งตามประเทศอื่นที่เขาออกวิ่งไปก่อนเราได้ทัน แค่ขอให้เราออกวิ่งได้จริง ๆ เท่านั้น เราก็สามารถจะวิ่งตามพวกเขาเหล่านั้นทันแน่ เพราะมันคือการวิ่งมาราธอน

ผู้เขียนถอดความได้คือ การลดภาระค่าใช้จ่ายด้านหนี้สิน ดอกเบี้ยให้คนตัวเล็ก สร้างงานสร้างรายได้คนคืนถิ่น ทำให้คนผลิตอาหารให้เรามีรายได้ สู้ได้ มีกำลังใจต่อไปผ่านการอุดหนุนราคา สิ่งนี้เป็นงานที่ต้องรีบทำเพื่อให้คนและธุรกิจตัว K ขาล่างไม่ลำบากยากเข็ญเกินกว่าจะทนทานได้ เพื่อให้เราทั้งประเทศมีพลังที่จะวิ่ง วิ่งจนทันกับคนที่วิ่งไปก่อนหน้า งานนี้วัดกันที่ความอึดครับ

ความตอนท้ายผู้เขียนขอยกเอาข้อคิดจาก ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร (รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) บางส่วนที่พูดถึงการเคารพตนเอง เพื่อช่วยเหลือคนอื่นและสังคม ท่านแปลออกมาจนผู้เขียนคิดว่า หากเราทุกคนไม่ว่ายากดีมีจน ชั่วดีถี่ห่าง ร่ำรวยหรือพอหาได้ จะได้ตั้งสติและคิดว่า ประเทศคือสิ่งสำคัญสุด การ "ยื่นมือ+ติดดิน" เป็นสิ่งสำคัญที่สุดแล้วในเวลานี้ เราพูดเรื่องปัญหามามากพอแล้ว ลงมือทำเถอะครับ ทำเร็วคนรอดเพิ่ม คิดแค่นี้ก็พอแล้ว มันสอดคล้องกับสิ่งที่เป็นข้อความดังนี้ครับ

... เมื่อพวกคุณเข้าสู่สังคม พบเห็นอะไรต่อมิอะไรมากขึ้น เริ่มเผชิญจุดอ่อนและปมด้อยของตัวเอง ภายหลังจากที่คุณผ่านร้อนผ่านหนาว ท่ามกลางสิ่งเย้ายวนและล่อลวงใจ คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะรักษาศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

ไม่ง่ายที่จะชนะใจตัวเอง คงความรู้สึกนับถือศรัทธาตัวเองได้... ไม่ใช่เรื่องง่ายก็จริง แต่เป็นเรื่องควรค่าอย่างยิ่งที่จะพยายาม

พยายามอย่าได้หลงตัว ลืมตัว ลดตัว เหลิงตัว หลอกตัว หลบตัว ลอยตัว เล่นตัว แต่จงพยายาม มั่นใจในตน ภูมิใจในตน ประมาณตน รู้จักตน ทบทวนตน แก้ไขตน ให้กำลังใจตน พัฒนาตน

เพราะการเคารพตนเอง เป็นพื้นฐานของจิตใจที่เสรี การงานที่เป็นตัวของตัวเอง และชีวิตที่เป็นอิสระ...

เมื่อวิกฤตินี้ผ่านไป เราจะต้องไม่อายใจตัวเราเองว่า เราไม่ได้ทำในสิ่งที่คิดว่าจะทำ เราไม่ได้ทำในสิ่งที่เราลังเลว่าจะจะทำ เราไม่ได้ทำในสิ่งที่เราคิดว่าถูกแต่บรรดาบริวารแวดล้อมเราบอกว่าผิด (เขากลัวจะรับผิดชอบ) ที่สำคัญสุดคือเราต้องไม่ตัดสินใจไม่กระทำสิ่งใด ๆ นิ่งเฉย เย็นชากับความทุกข์ร้อน เพียงเพราะคิดว่ามันไม่ใช่หน้าที่ตามความรับผิดชอบขององค์กรเรา (ตามที่ฝ่ายกฎหมายตีความว่าทำไม่ได้ครับหัวหน้า กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจไว้.. แหะ ๆ)

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามครับ