หมดปัญหาเรื่องเงินในวันเกษียณ เลือกอย่างไรในวัย 30 

วันที่ 24 ส.ค. 2564 เวลา 14:53 น.
หมดปัญหาเรื่องเงินในวันเกษียณ เลือกอย่างไรในวัย 30 
โดย วิศรุต จารุอนันตพงษ์  AFPT™

Wealth Manager ธนาคารทิสโก้

นักจิตวิทยาสมัยใหม่จากมหาวิทยาลัย Harvard “วิลเลียม เจมส์” กล่าวว่า “โดยส่วนใหญ่แล้ว เมื่อเราอายุ 30 ปี Character ของเราจะถูกหล่อหลอมจนแข็งแกร่ง และจะไม่กลับไปอ่อนยวบลงอีกเลย” สำหรับในด้านการงานและการเงินก็มักได้ลองผิดลองถูกมาพอสมควรในช่วงก่อนหน้านี้ อาจได้เปลี่ยนงาน เปลี่ยนสายอาชีพ หรือได้รับการปรับตำแหน่งในช่วงที่ผ่านมา จนเมื่อถึงตอนนี้การเปลี่ยนแปลงต่างๆ มักจะน้อยลง และอาจได้เจอกับเส้นทางอาชีพที่จะเดินต่อไปจนเกษียณอายุ หรือเริ่มมองหาความมั่นคงเพื่อให้สอดคล้องกับ Lifestyle ที่เริ่มให้ความสำคัญกับการมีครอบครัว ตลอดจนเริ่มมีเงินเก็บบางส่วนและสามารถนำมาต่อยอดเพื่อสร้างความมั่งคั่งในช่วงชีวิตวัยเกษียณต่อไป ซึ่งการวางแผนการเงินสำหรับการเกษียณในช่วงวัยนี้ อาจจะยังไม่ได้รับความสนใจมากนัก เพราะอาจจะยังรู้สึกว่ายังมีเวลาอีกหลายปี หรืออาจคิดว่าสุขภาพร่างกายยังแข็งแรง จึงไม่จำเป็นต้องเตรียมรับมือกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น จนอาจทำให้สุดท้ายแล้วกว่าที่จะเริ่มเตรียมตัวอย่างจริงจังก็กลับพบว่าอาจจะสายเกินไปเสียแล้ว ฉะนั้นการเริ่มต้นการวางแผนการเงินตั้งแต่วัย 30 จะช่วยประหยัดเงิน เวลา และทรัพยากรต่างๆ ของเราได้อย่างมากมายและสามารถทำได้ไม่ยาก หากเราเริ่มศึกษาตั้งแต่ตอนนี้ ซึ่งเครื่องมือที่สำคัญ 2 ประการ ที่ช่วยให้เราสามารถวางแผนการเกษียณได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบไปด้วย เครื่องมือที่ใช้ในการสะสมและเพิ่มความมั่งคั่ง  และ เครื่องมือที่ใช้รักษาความมั่งคั่ง

การสะสมและเพิ่มความมั่งคั่งที่เป็นการบังคับตนเองแบบอัตโนมัติผ่านการลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด เนื่องจากรูปแบบของการสะสมเงินลงทุนรายเดือนที่ตัดออกจากรายได้ประจำต่อเดือน จะทำให้เราไม่ได้รู้สึกถึงการที่จะต้องจ่ายเงินออกไป อีกทั้งยังได้เงินสมทบจากนายจ้างอีกก้อนหนึ่ง ตลอดจนผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนจะทำให้เงินดังกล่าวมีขนาดใหญ่มากขึ้นอย่างมากหลังผ่านระยะเวลาการลงทุนที่ยาวนานถึง 20 - 30 ปี และด้วยการสะสมการลงทุนที่ยังมีเวลายาวนานนี้เอง ทำให้เราควรเลือกนโยบายการลงทุนที่มีการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง อาทิ หุ้น ในสัดส่วนที่เหมาะสมกับความสามารถในการรับความเสี่ยงในช่วงวัยนี้ได้สูงถึง 60-70% เลยทีเดียว ซึ่งเราอาจใช้วิธีการลงทุนในลักษณะนี้ไปประยุกต์กับการลงทุนในกองทุนที่ได้รับประโยชน์ทางภาษีอย่างกองทุน SSF และ RMF อย่างไรก็ดี เราต้องตระหนักด้วยว่า การลงทุนอย่างต่อเนื่องในระยะยาวอาจจะพบความผัวผวนได้ตลอด แต่ด้วยระยะเวลาที่ยาวนานจะช่วยลดความเสี่ยงโดยรวมในการลงทุนได้ จากสถิติการลงทุนในดัชนี MSCI All Country World Index Net Return (MSCI ACWI NR) ในช่วง ปี 01/2000 - 06/2021 และ SET TRI Index ในช่วง 01/2002 - 06/2021 พบว่า การเฉลี่ยการลงทุนในทุกๆ เดือนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีลักษณะการลงทุนเดียวกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และ กบข. สามารถช่วยลดโอกาสในการขาดทุนได้อย่างมีนัยยะสำคัญ ดังแสดงในแผนภาพที่ 1

แผนภาพที่ 1: ตารางแสดงสถิติการลงทุนใน MSCI ACWI NR (01/2000 - 06/2021) 

และ SET TRI Index (01/2002 - 06/2021)

ที่มา: Bloomberg

จากตารางดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าการเพิ่มระยะเวลาที่ต่อเนื่องในการลงทุน ช่วยลดความเสี่ยงที่จะขาดทุนในระยะยาวได้ โดยการลงทุนรายเดือนในระยะ 5 ปี ใน MSCI ACWI NR และ SET TRI มีโอกาสที่จะพบกับการขาดทุนทั้งหมด 22 และ 21 ครั้ง จากการลงทุนทั้งหมด 188 และ 175 ครั้งตามลำดับ หรือคิดเป็นราว 12% ในขณะที่การลงทุนในกรอบระยะเวลา 10 และ 15 ปีขึ้นไป พบว่า มีโอกาสที่จะเจอกับการขาดทุนต่ำกว่า 1% ทำให้การเลือกนโยบายการลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และ กบข. เราอาจปรับสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้นบางส่วน เพื่อเพิ่มความมั่งคั่งในวันเกษียณได้

ในส่วนของการปกป้องความมั่งคั่งคงหนีไม่พ้นเครื่องมืออย่างประกันชีวิตและประกันสุขภาพ ในส่วนนี้เราต้องแยกแยะให้ออกระหว่างการสะสมและเพิ่มความมั่งคั่ง กับการปกป้องความมั่งคั่ง เพราะถึงแม้ที่มาของเงินที่นำมาใช้ในแต่ละด้านจะมาจากที่เดียวกัน แต่จุดประสงค์ในทั้ง 2 ประเด็นนั้นแตกต่างกัน สำหรับในวัย 30 เราอาจยังมีรายได้ไม่สูงนัก ฉะนั้นการซื้อประกันต้องเลือกรูปแบบที่เหมาะสมและคุ้มค่ากับเรามากที่สุด โดยเราจะใช้ประกันชีวิตแบบบำนาญ ซึ่งจะมีการจ่ายผลประโยชน์เงินบำนาญในช่วงอายุ 55 - 60 ปี เป็นต้นไป ขึ้นอยู่กับรูปแบบกรมธรรม์และด้วยการที่เราซื้อประกันชีวิตแบบบำนาญตั้งแต่อายุน้อยๆ เราจะได้ค่าเบี้ยที่ถูกกว่าเมื่อซื้อตอนอายุมาก และการทยอยซื้อประกันชีวิตแบบนำนาญในช่วงที่เราทำงานอยู่ นอกจากจะได้เครื่องยืนยันว่าเราจะมีรายได้ในช่วงหลังเกษียณอายุแล้ว เรายังจะได้รับประโยชน์ทางภาษีจากเบี้ยประกันที่ชำระไปอีกด้วย ส่วนประกันสุขภาพถือได้ว่ามีความสำคัญไม่แพ้กัน อีกทั้งในปัจจุบันค่าเบี้ยประกันถูกลงอย่างมาก โดยเราอาจจ่ายเบี้ยเพียงหลักพัน แต่สามารถได้รับความคุ้มครองหลักล้านได้อย่างสบายๆ ซึ่งหากเราไม่มีประกันสุขภาพที่เพียงพอแต่ต้องประสบกับโรคร้ายแรงอาจทำให้เราไม่มีเงินพอที่จะใช้เป็นค่ารักษาและทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่บุคคลต่างๆ รอบตัวเราได้ 

จากบทความข้างต้น จะเห็นได้ว่าในตอนที่เราอายุประมาณ 30 ปี การใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อเป้าหมายทั้งการสะสมและเพิ่มความมั่งคั่งตลอดจนการรักษาความมั่งคั่งจำเป็นที่จะต้องมีคู่กันทั้ง 2 ด้าน เพื่อให้เมื่อถึงยามที่เราเกษียณอายุการทำงาน เราจะยังคงมีรายได้ ไม่ว่าจะเป็น รายเดือน หรือรายปี จากประกันชีวิตแบบบำนาญและยังมีเงินก้อนที่ได้มาจากเงินลงทุนที่สะสมมาในช่วงหลายปี ซึ่งจะทำให้เราสามารถมีชีวิตหลังเกษียณอย่างราบรื่นและหมดห่วงในเรื่องการเงินไปได้อย่างมาก