พลิกกลยุทธ์ หาจุดทำกำไรช่วงใกล้ US Election

วันที่ 23 ต.ค. 2563 เวลา 08:22 น.
พลิกกลยุทธ์ หาจุดทำกำไรช่วงใกล้ US Election
คอลัมน์ I wish you wealth โดย...ภาคภูมิ พีรยวัฒนา AFPT? Wealth Manager ธนาคารทิสโก้

เข้าสู่ช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือน ต.ค. ตลาดหุ้นทั่วโลกยังคงเผชิญความผันผวนจากความไม่แน่นอนของผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พ.ย. นี้ ซึ่งมีความเสี่ยงว่าการนับผลคะแนนอาจจะยืดเยื้อกว่าที่นักลงทุนคาด อีกทั้งช่วงเวลาดังกล่าวยังคาบเกี่ยวกับการประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/20 ของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลก ที่อาจฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่ตลาดประเมิน หากเราพิจารณาจากดัชนี VIX Futures จะพบว่านักลงทุนทั่วโลกได้มีมุมมองว่าตลาดหุ้นจะมีความผันผวนสูงตลอดทั้งเดือน พ.ย. และจะเริ่มมีความผันผวนลดลงในช่วงต้นเดือน ธ.ค. เป็นต้นไป

เมื่อดูในมิติของ Valuation หากเราวัดด้วยค่า Fwd PE ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ปัจจุบันตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้นมาซื้อ-ขายบนระดับที่ค่อนข้างแพงมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต (แผนภาพที่ 1) ส่วนหนึ่งเกิดจากกำไรของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกที่หดตัวลงแรงและมีแนวโน้มจะฟื้นตัวกลับมาได้ค่อนข้างช้า อีกส่วนหนึ่งก็มาจากราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมาจากการอัดฉีดสภาพคล่องของธนาคารกลางทั่วโลกและการโยกย้ายเงินลงทุนเข้าสู่ตลาดหุ้นในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ล่าสุดตลาดหุ้นฝั่ง Emerging Markets ยังคงมี Valuation โดยรวมที่ยังถูกกว่าทางฝั่ง Developed Markets

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน เราแนะนำให้นักลงทุนทยอยลดความเสี่ยง ด้วยการขายทำกำไรหุ้นในช่วงก่อนการเลือกตั้งสหรัฐฯ เพื่อเพิ่มสัดส่วนเงินสดในพอร์ตการลงทุนและรอจังหวะกลับมาเข้าทยอยสะสมหุ้นอีกครั้งหากตลาดหุ้นมีการปรับฐานในช่วงเดือน พ.ย. หรือจนกว่าจะมีความชัดเจนของผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ

ทั้งนี้ จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มฟื้นตัวช้ากว่าคาด TISCO Wealth ยังคงแนะนำให้นักลงทุนรอจังหวะเข้าสะสมหุ้นกลุ่ม Megatrends ผ่านกองทุนรวมประเภท Thematic Fund ยกตัวอย่างเช่นหุ้นกลุ่ม Genomics & Biotechnology, Cloud Computing, Digital Health และ E-commerce ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังมีแนวโน้มเติบโตสูงท่ามกลางวิกฤต COVID-19 โดยจากการคาดการณ์ของ Bloomberg Consensus พบว่า อัตราการเติบโตของรายได้โดยเฉลี่ยในช่วง 2 ปีข้างหน้าของกลุ่มธุรกิจเหล่านี้จะสูงถึงระดับ 18 - 47.5% ต่อปี เมื่อเทียบกับ อัตราการเติบโตของรายได้ในช่วงเวลาเดียวกันของหุ้นในดัชนี MSCI ACWI ที่จะเติบโตได้เพียงในระดับที่ต่ำกว่า 10% (แผนภาพที่ 2) ทำให้เรามองว่าหุ้นกลุ่ม Megatrends จะยังเป็น Growth Stocks ที่ยังมีความน่าสนใจในการลงทุนระยะยาว

อีกหนึ่งตลาดหุ้นที่เรายังคงมุมมองเชิงบวกและแนะนำให้รอจังหวะเข้าสะสม ได้แก่ ตลาดหุ้นจีน ซึ่งเป็นประเทศที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้เป็นอย่างดีเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจหลักของโลกประเทศอื่นๆ ส่งผลให้ตลาดหุ้นจีนมีแนวโน้มจะได้รับประโยชน์จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะฟื้นตัวขึ้นและการบริโภคภายในประเทศที่แข็งแกร่ง ล่าสุดตัวเลขเศรษฐกิจอย่างดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (Purchasing Managers’ Index) ทั้งภาคการผลิตและภาคบริการเดือน ก.ย. ของจีนก็ได้กลับมาอยู่ในระดับขยายตัวที่ 51.5 และ 55.9 จุด ตามลำดับ สะท้อนการฟื้นตัวในระยะข้างหน้าของเศรษฐกิจจีน

นอกจากนี้ Valuation ของหุ้นจีนถือว่ายังซื้อ-ขายในระดับที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นๆ โดยล่าสุดดัชนี CSI300 มีค่า Fwd PE อยู่ที่ประมาณ 14 เท่า ทั้งนี้ เราแนะนำให้เน้นการลงทุนหุ้นจีนในอุตสาหกรรมที่เป็น New Economy ยกตัวอย่างเช่น กลุ่ม Technology, Consumer และ Healthcare