ทำงานที่บ้านดีไหม

วันที่ 16 ก.ย. 2563 เวลา 08:16 น.
ทำงานที่บ้านดีไหม
คอลัมน์ ตลาดนัดการเงิน โดย...กำพล สุทธิพิเชษฐ์ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโสธนาคารกสิกรไทย

ช่วงสถานการณ์โควิด 19 ที่ผ่านมา เราได้ปรับตัวกันหลายอย่างมาก การที่ต้องอยู่บ้านเพื่อหยุดเชื้อ ทำให้เกือบทุกองค์กรต้องปรับตัวกันเป็นให้พนักงานทำงานที่บ้าน วลีฮิตช่วงนั้น คือ work from home มีการจัดกะการทำงานเพื่อลดการเดินทาง ลดความหนาแน่นของพนักงานในสถานที่ทำงาน ตอนนี้สถานการณ์เริ่มคลี่คลายมากขึ้น หลายองค์กรเริ่มให้พนักงานกลับมาทำงานเต็มกำลังเหมือนปกติ แต่ก็อีกหลายองค์กรได้เรียนรู้จากสถานการณ์ที่ถูกบังคับให้ทำจากเรื่องโควิด 19 เลยยังทำเรื่อง work from home ต่อ จึงมีคำถามขึ้นมากว่า ต่อให้หมดเรื่องโควิด 19 เราทำงานกันที่บ้านดีไหม หรืออาจจะหมายถึงการทำงานนอกสถานที่ที่ไม่ใช่ที่ทำงานก็ได้นะครับ ลองพิจารณาข้อเท็จจริงกันดูนะครับ เรื่องแรกคือ การเดินทางไปกลับที่ทำงานกับบ้านของคนเมือง นับวันยิ่งสาหัสมากขึ้นไปเรื่อยๆ อีกเรื่องคือ บางครั้งนั่งอยู่ที่ทำงานแต่ก็นั่งคุยกัน ตอบคำถามกัน ให้ข้อมูลกันผ่านทางแอปพลิเคชั่นบนมือถือ จนบางครั้งก็ฉุกคิดขึ้นมาว่าแล้วเราขับรถมานั่งตอบมือถือที่ทำงานทำไม มีใครเป็นแบบนี้ไหมครับ

เราเสียเวลาไปกับการเดินทางขนาดไหน เพราะพอเลิกงานแล้วกว่าเราจะถึงบ้านก็อีกนาน ถ้าต้องเดินทางไปชั่วโมงครึ่งกลับอีกชั่วโมงครึ่งทุกวัน เท่ากับเราเสียไป 15 ชั่วโมงต่ออาทิตย์ ซึ่งเกือบสองวันทำการเลยนะครับ

ด้วยความที่เทคโนโลยีได้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วมาก คนอยู่ต่างสถานที่กัน ยังคุยกันแบบเห็นหน้ากันได้ หรือคุยกันสดๆ ผ่านโปรแกรมแซตได้ เห็นข้อมูลที่นำเสนอไปพร้อมกัน จะเช็คเมลหรือตารางนัดหมายก็สามารถทำได้บนโทรศัพท์มือถือ จึงทำให้ความเชื่อที่ว่าการทำงานที่มีประสิทธิภาพต้องอยู่ในช่วง 8:30 – 17:00 และต้องมานั่งอยู่รวมกันเริ่มเปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่ที่เขาเติบโตมากับเฟซบุ๊ก และการส่งข้อความหาเพื่อน เขาจะเชื่อในหลักการที่พนักงานต้องมานั่งทำงานพร้อมหน้าพร้อมตาด้วยกันอยู่อีกไหม

แล้วการทำงานอยู่ที่บ้านกับการมาทำงานที่ทำงาน มีข้อดีข้อเสียกันอย่างไรบ้าง สิ่งที่เห็นชัดเจนที่สุดคือ พื้นที่ทำงานที่ออฟฟิศ ยิ่งถ้าบริษัทเราต้องไปเช่าออฟฟิศทำงานด้วย ยิ่งแล้วไปใหญ่ ไหนจะค่าเช่า ค่าโต๊ะ เก้าอี้ อุปกรณ์สำนักงานต่างๆ ค่าน้ำค่าไฟ คิดคร่าวๆ ก็พอมองออกว่า บริษัทจะลดค่าใช้จ่ายไปได้เท่าไร

บริษัทสามารถประหยัดพื้นที่สำนักงานได้ รวมถึงค่าใช้จ่ายทุกอย่างที่ต้องใช้ในพื้นที่สำนักงาน ส่วนพนักงานก็ประหยัดค่าน้ำมันรถไปเท่าไร และเวลาที่ต้องอยู่บนรถนานๆ อีก เอาเวลาส่วนนั้นมาคิดเรื่องงานให้ดีไหม การเดินทางน้อยลงยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากรถยนต์สู่ชั้นบรรยากาศได้อีก โลกก็ยังได้รับอานิสงส์ไปด้วยเลย สุดท้ายค่าใช้จ่ายบริษัทลด ค่าใช้จ่ายเราลด และยังอนุรักษ์โลกด้วย

ถ้ามันดีแบบนี้แล้วเรากลัวอะไร ทุกคนน่าจะมีคำถามในใจที่เหมือนกันคือ อยู่บ้านจะรู้ได้อย่างไรว่าทำงาน คำถามนี้ถ้าให้ผมตอบ ผมจะตอบกลับด้วยคำถามที่ว่า แล้วเรารู้ได้อย่างไรว่า ตอนที่เขาอยู่ที่ทำงานนั้น เขาได้ทำงาน คนส่วนใหญ่ยังกลัวว่าถ้าให้ทำงานทางไกล หรือทำงานจากข้างนอก (จะเป็นที่บ้านหรือร้านกาแฟก็ตาม) พวกเขาจะทำงานเต็มที่ไหม ถ้าหัวหน้าไม่ได้จับตาดูอยู่ พวกเขาได้นั่งทำงานตัวตรงอยู่ที่โต๊ะตลอดเวลาไหม แอบหนีไปเล่นเกมหรือเล่นอินเตอร์เน็ตทั้งวันไหม

คือจะบอกว่าถ้าคนเขาจะเล่นเกมหรือเล่นอินเตอร์เน็ตทั้งวัน อยู่ที่โต๊ะทำงานเขาก็เล่นได้ครับ คนเรามีแนวโน้มที่จะลดความสามารถของตัวเองลง เมื่อเห็นว่าคนรอบข้างมีความคาดหวังที่ต่ำลง ถ้าเราทำงานโดยมีความคิดที่ว่าทีมงานเราจะขี้เกียจ พวกเขาก็จะทำทุกอย่างเพื่อให้เห็นว่าเขาขี้เกียจอย่างที่เราอยากให้เป็นหรืออย่างที่เรามอง แต่ถ้าเรามองทีมงานเราว่าเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสามารถ มีความรับผิดชอบ แม้ว่าเราไม่ได้จับตามองอยู่ พวกเขาก็จะแสดงความสามารถ และแสดงความรับผิดชอบให้สมกับที่เราให้การไว้ใจเขา

แล้วมั่นใจได้อย่างไรว่ามานั่งทำงานที่ออฟฟิศ จะทำให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เคยเป็นไหม หรือเป็นกันบ่อยไหม เวลานั่งทำงานที่ออฟฟิศจะมีเรื่องโน้นเรื่องนี้เข้ามาขัดจังหวะตลอดเวลา เคยไหมที่ต้องแอบไปคิดงานในห้องประชุมคนเดียว หรือแอบไปนั่งร้านกาแฟคนเดียว

การทำงานให้ได้เนื้องานจริงๆ ทำได้ยากเมื่อเวลาในหนึ่งวันของคุณถูกแบ่งเป็นงานเล็กๆ น้อยๆ เต็มไปหมด งานที่สร้างสรรค์ งานที่ต้องใช้ความคิดนิ่งๆ ล้วนต้องการความต่อเนื่องในการคิด โดยปราศจากสิ่งที่จะมารบกวนสมาธิ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นไปได้ยากสำหรับออฟฟิศในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยการประชุมมากกว่าการลงมือทำ ข้อดีของการนั่งทำงานจากข้างนอกหรือที่บ้านคือ เรามีโอกาสได้นั่งคิดงานตามลำพัง มีสมาธิต่อเนื่องยาวๆ ได้มากขึ้น

แม้ว่าการทำงานนอกออฟฟิศก็อาจจะมีสิ่งต่างๆ รอบกายมาขัดจังหวะได้ เช่น ถ้าทำงานที่บ้าน ก็อาจเปิดโทรทัศน์ หรือร้านกาแฟก็อาจมีโต๊ะข้างๆ เสียงดังรบกวน แต่เราสามารถควบคุมและจัดการกับสิ่งเหล่านั้นเองได้ เช่น หยิบหูฟังมาใส่ เป็นต้น แต่ไม่เหมือนกับที่ทำงาน ที่อาจจะมีเพื่อนร่วมงานเดินมาสะกิดไหล่ถามโน้นถามนี้ ไม่ต้องกลัวจะถูกเรียกเข้าประชุมกะทันหัน ในเรื่องที่เราไม่จำเป็นต้องเข้าประชุมด้วยซ้ำ

ถ้าเรายังไม่ไว้ใจทีมงานเราว่าอยู่ที่บ้านจะทำงานไหม แล้วทำไมเราถึงยังกล้าไว้ใจให้เขาไปพบลูกค้า ให้ออกแบบผลิตภัณฑ์ ให้เขียนคำโฆษณา คงจะหมดยุคที่ต้องขับรถมาทำงานตั้งแต่แปดโมงเช้าจนถึงห้าโมงเย็นแล้วขับรถกลับบ้านแล้ว เพราะสุดท้ายเราจะเห็นเองว่าสิ่งที่สำคัญ สิ่งที่ทำเงินให้บริษัทคือ ผลงาน ไม่ใช่เข็มนาฬิกา

บทความแนะนำ