เปลี่ยน Mindset จัดพอร์ตลงทุน ด้วยหุ้น Megatrends

วันที่ 28 ก.ค. 2563 เวลา 08:03 น.
เปลี่ยน Mindset จัดพอร์ตลงทุน ด้วยหุ้น Megatrends
คอลัมน์ I wish you wealth โดย...วิศรุต จารุอนันตพงษ์ ธนาคารทิสโก้

ท่ามกลางสภาวะวิกฤตด้านเศรษฐกิจจากการระบาดของ COVID-19 ซึ่งส่งผลให้ตัวเลขเศรษฐกิจของแต่ละประเทศต่างทรุดตัวลงเป็นอย่างมาก สะท้อนจากการคาดการณ์ GDP ปี 2020 โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ที่คาดการณ์ว่า GDP โลกจะปรับตัวลดลง -4.9% YoY จากเดิมที่คาดว่าจะลดลงเพียง -3% YoY แต่ในภาคการลงทุน ฝั่งตลาดหุ้น NASDAQ ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทในกลุ่ม Technology กลับปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All-Time High) สวนทางกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ซึ่งหุ้นในกลุ่ม Megatrends ที่ TISCO เคยได้แนะนำไปก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม Digital Healthcare, Biotechnology, E-commerce, Edutainment และ Cloud Computing ต่างสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นผู้นำตลาดได้

ในขณะที่หุ้นในกลุ่มวัฏจักร (Cyclical) อย่างกลุ่มธนาคารและพลังงาน กลับปรับตัวเพิ่มขึ้นได้เพียงเล็กน้อยในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งกลุ่มหุ้นวัฏจักรข้างต้นมักจะมีสัดส่วนในดัชนีค่องข้างมาก ทำให้การเลือกลงทุนหุ้นในกลุ่ม Megatrends เข้ามาในพอร์ตการลงทุนของเรา ถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยการมีหุ้น Megatrends ไว้เป็นส่วนหนึ่งในพอร์ตการลงทุนจะสามารถช่วยเพิ่มผลตอบแทนโดยรวมได้เป็นอย่างดี

แต่เดิมการจัดพอร์ตการลงทุน (Asset Allocation) มักมีการกระจายการลงทุนในหลากหลายกลุ่มสินทรัพย์และกลุ่มประเทศ แต่ในสภาวะปัจจุบันการจัดพอร์ตการลงทุนแบบเดิมๆ อาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป เนื่องจากในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวลงทั่วโลก ส่งผลให้สินทรัพย์ทุกประเภทปรับตัวลดลงพร้อมๆ กัน อย่างที่เราได้เห็นกันในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทำให้การเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้น Megatrends จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า เพราะถึงแม้ในระยะสั้นราคาหุ้นอาจมีการปรับตัวลดลงตามสภาวะตลาด แต่เนื่องด้วยผลประกอบการบริษัทฯ ของหุ้น Megatrends มักไม่ผันผวนไปตามภาวะเศรษฐกิจ อีกทั้งยังสามารถเติบโตได้ในทุกสภาวะ เพราะเป็นสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ต่อการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมมนุษย์ โดยเฉพาะเหตุการณ์ COVID-19 ที่มีส่วนสำคัญในการเร่งให้พฤติกรรมของมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นอย่างมาก หนุนผลประกอบการของบริษัทในกลุ่ม Megatrends ต่างๆ และส่งผลให้ราคาหุ้นฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา ดังแสดงในแผนภาพที่ 1

จากแผนภาพแสดงการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานกองทุนในช่วง 1 ปีย้อนหลังในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมกับดัชนี MSCI All Country World Index (As of Jul 20, 2020) ซึ่งเป็นดัชนีที่มักถูกนำมาเป็นดัชนีอ้างอิง (Benchmark) กับการจัดพอร์ตการลงทุน โดยกองทุนที่ใช้เป็นตัวแทนในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมมีผลการดำเนินงาน ดังนี้

1. E-commerce: Amplify Online Retail Fund ETF (เส้นสีเหลือง) ปรับตัวเพิ่มขึ้น +56.49%

2. Digital Healthcare: Credit Suisse Lux Digital Health Equity Fund (เส้นสีน้ำเงิน) ปรับตัวเพิ่มขึ้น +49.23%

3. Biotechnology: Pola Capital Funds PLC - Biotechnology Fund (เส้นสีดำ) ปรับตัวเพิ่มขึ้น +40.03%

4. Cloud Computing: Global X Cloud Computing ETF (เส้นสีเขียว) ปรับตัวเพิ่มขึ้น +35.91%

5. Edutainment: CS Investment Funds 2-Credit Suisse Lux Edutainment Equity Fund (เส้นสีแดง) ปรับตัวเพิ่มขึ้น +26.39%

6. MSCI All Country World Index: iShares MSCI All Country World Index Fund (เส้นสีส้ม) ปรับตัวเพิ่มขึ้น +5.08%

7. Financial: iShares S&P Global Financials ETF (เส้นสีฟ้า) ปรับตัวลดลง -14.66%

8. Energy: iShares Global Energy ETF (เส้นสีเทา) ปรับตัวลดลง -40.00%

จากตัวเลขข้างต้นจะเห็นได้ว่าในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ผลการดำเนินงานของหุ้นในกลุ่ม Megatrends ทั้ง E-commerce, Digital Healthcare, Biotechnology, Edutainment และ Cloud Computing ต่างปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า MSCI All Country World Index เป็นอย่างมากจากการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของผลประกอบการบริษัทฯ ซึ่งหากเปรียบเทียบผลการดำเนินงานของกองทุนในกลุ่ม E-commerce กับการลงทุนใน MSCI All Country World Index กองทุน Amplify Online Retail Fund ETF ปรับตัวได้ดีกว่าถึง 51.41% ในระยะเวลาเพียง 1 ปีเท่านั้น แสดงให้เห็นว่าการที่เรายึดติดอยู่กับการจัดพอร์ตแบบเดิมๆ ส่งผลให้เราพลาดโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนไปอย่างน่าเสียดาย

อย่างไรก็ดีการลงทุนในกลุ่ม Megatrends ดังกล่าวจะมีการกระจุกตัวในกลุ่มอุตสาหกรรม ทำให้อาจจะมีความผันผวนได้ในระยะสั้น โดยการลงทุนในกลุ่ม Megatrends นั้น เหมาะสำหรับการลงทุนในระยะยาว ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนให้กับพอร์ตการลงทุนได้เป็นอย่างดี และเปลี่ยนความเชื่อเดิมๆ ในการจัดพอร์ตการลงทุน (Asset Allocation) ตลอดไป