ตัวเลข ณ สิ้นไตรมาส 1 ก่อนผลกระทบของ COVID-19 จะเริ่มรุนแรงตัวเลขที่เห็นเป็นอย่างไร

วันที่ 11 พ.ค. 2563 เวลา 07:47 น.
ตัวเลข ณ สิ้นไตรมาส 1 ก่อนผลกระทบของ COVID-19 จะเริ่มรุนแรงตัวเลขที่เห็นเป็นอย่างไร
คอลัมน์ เศรษฐกิจคิดง่ายๆ (ดิจิทัล) ตอนที่ 19/2563 โดย...สุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ เครดิตบูโร

หลายๆ สถาบันที่มีข้อมูล มีความรู้ มีการศึกษาเรื่องราวความเป็นไปต่างๆในระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยเราในแง่มุมต่างๆ จะออกมาให้ข้อมูลที่น่าสนใจต่อสาธารณะให้ได้รับทราบด้วยมูลเหตุจูงใจหลายประการคือ

1. แสดงผลงานที่ตนได้ศึกษาวิจัยออกมาในวงกว้าง

2. แสดงข้อมูลที่สำคัญเพื่อชักชวนให้คนคิดตาม และนำไปวางแผนในการดำเนินงาน ดำเนินชีวิต อันนี้รวมถึงการให้คำแนะนำ และการส่งสัญญาณเตือนในทางบวกและลบ

3. ให้ข้อมูลพื้นฐานเพื่อให้คนที่สนใจและมีวิชาความรู้นำไปศึกษาเพิ่มเติม นำไปผสมผสานกับข้อมูลที่เขาคนนั้นมี แล้วในท้ายที่สุด ก็จะนำไปสู่การสร้างทางเลือก ทางแก้ไขปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น หรือคาดว่ากำลังจะเกิดขึ้น เพื่อลดความรุนแรงและผบกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในท้ายที่สุด

บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) ในฐานะที่เป็นบริษัทซึ่งมีคำว่า "แห่งชาติ" ต่อท้ายก็มีบทบาทตามข้อ 2 และ 3 ข้างต้นเหมือนกัน ในยามที่ทุกภาคส่วนได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่หรือ COVID-19 โดยเฉพาะระบบเศรษฐกิจ การเงิน สถาบันการเงิน และคนที่เป็นลูกหนี้ ดังนั้นเมื่อสิ้นไตรมาส 1 ของปี 2563? เครดิตบูโรจึงใคร่ขอเสนอข้อมูลบางส่วนที่สำคัญมากดังนี้คือว่า ณ 31 มีนาคม 2563

1. ที่เครดิตบูโรมีสมาชิกที่เป็นสถาบันการเงินจำนวน 103 แห่ง หากแต่ยังไม่รวมถึงสหกรณ์ออมทรัพย์หลายร้อยแห่ง และไม่รวม 2 บริษัทผู้ให้สินเชื่อรถแลกเงินรายใหญ่ของตลาดสินเชื่อดังกล่าว

2. ที่เครดิตบูโร เรามีจำนวนบัญชีสินเชื่อของบุคคลธรรมดาคือ นาย ก. นาย ข. กว่า 108 ล้านบัญชี ครอบคลุมคนที่เป็นลูกหนี้ของ 103 แห่งของสถาบันการเงินสมาชิกจำนวนประมาณ 28 ล้านคน

3. ที่เครดิตบูโร เรามีข้อมูลจำนวนมูลค่าหนี้ที่บุคคธรรมดากู้มาแล้วไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์รวมเช่าซื้อ สินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลจำนวนรวมกันถึง 11.7 ล้านล้านบาท เทียบกับหนี้ครัวเรือนไทยที่มีอยู่ถึง 13.3 ล้านล้านบาท

4. ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2563 สถาบันการเงินสมาชิกของเครดิตบูโรได้เข้ามาดูข้อมูล?ลูกค้าคนที่มาขอยื่นกู้ที่เรียกว่า Credit bureau report enquiry for new loan จำนวนเฉลี่ยเดือนละ 1.5 ล้านรายการ ซึ่งก็จะอนุมานเอาได้ว่ามีคนมายื่นขอกู้สถาบันการเงินสมาชิกของเครดิตบูโรคิดเป็นใบสมัครสินเชื่อของนาย ก. นาย ข. จำนวนเฉลี่ย 1.5 ล้านใบสมัครต่อเดือน (ในปีที่ประเทศเรามีโครงการรถยนต์คันแรก ในครั้งนั้นมีการเข้ามาดูข้อมูลในเครดิตบูโรสูงถึง 1.8 ล้านรายการต่อเดือนครับ)

5. ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2563 สถาบันการเงินสมาชิกของเครดิตบูโรได้เข้ามาดูข้อมูลลูกค้าเก่าที่ได้ให้กู้ไปแล้วในอดีต (Existing customer) ที่เรียกว่า Portfolio credit review enquiry จำนวนเฉลี่ยเดือนละ 5 ล้านรายการ ซึ่งก็จะอนุมานเอาได้ว่ามีการดูข้อมูลของลูกหนี้เก่าที่ตนเองได้อนุมัติไปแล้วเพื่อการบริหารความเสี่ยง เช่น

ดูว่าในเวลาตอนอนุมัติเขามีหนี้ทั้งหมดเท่าไหร่ มีหนี้ที่ไหนบ้าง เป็นหนี้ประเภทไหนบ้าง กี่บัญชี เทียบกับในปัจจุบันสถานะความเป็นหนี้เขาเป็นอย่างไร ดีขึ้น แย่ลง คงเดิม แล้วก็ลองเทียบดูกับรายได้ของลูกหนี้รายนั้นในตอนอนุมัติกับในเวลาปัจจุบันซึ่งเป็นช่วงเวลาเริ่มต้นของสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 หรือจะดูว่า ทำไมลูกค้ารายนี้ค้างชำระที่บัญชีของสถาบันการเงินเรา แต่กับบัญชีเงินกู้ของสถาบันการเงินอื่นนั้นเขายอมไปชำระ ไม่เป็นหนี้ค้างชำระเหมือนที่ทำกับสถาบันการเงินเราหรือจะเอาข้อมูลไปแยกแยะลูกหนี้ใน Portfolio ของสถาบันการเงินเราว่า ดีหนึ่งประเภทหนึ่งเป็นอย่างไร

ดีหนึ่งประเภทสองเป็นอย่างไร

หรือจะเอาไปแบ่งเกรดเป็น A, B, C, D

... ทั้งนี้ก็เพื่อไปกำหนดมาตรการป้องกัน มาตรการติดตามทวงถาม เป็นต้น

6. ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2563? ในฐานข้อมูลของบุคคลธรรมดาที่เป็นหนี้กับ 103 สถาบันการเงินสมาชิกซึ่งคิดเป็นมูลหนี้ 11.7 ล้านล้านบาทนั้น มันมีมูลหนี้ที่ค้างชำระเกินกว่า 90 วันขึ้นไปคิดเป็นจำนวนประมาณ 0.9 ล้านล้านบาทซึ่งคิดเป็นสัดส่วนของหนี้ที่ถือว่าเป็นหนี้เสียประมาณ 8% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันครับ ยังมีมูลหนี้จำนวนกว่า 0.96 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นมูลหนี้ที่ได้มีการปรับโครงสร้างหนี้มาแล้ว ปัจจุบันแสดงสถานะว่าปรับโครงสร้างนี้ในวันนั้น/เดือนนั้น/ปี พศ.นั้น ซึ่งก็คิดเป็นประมาณ 8% เศษ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เหตุเพราะในปี 2563-2564 จะเป็นปีที่เรียกว่า ปีมหกรรมการปรับโครงสร้างหนี้ ทั้งที่เป็นการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นหนี้เสีย เช่น แขวนต้นจ่ายดอกเบี้ย แขวนต้นแขวนดอกเบี้ยช่วงนี้ไม่จ่ายเลย กับการปรับโครงสร้างหนี้ที่มีปัญหา (TDR) เช่น การเข้าโครงการคลินิกแก้หนี้ เหตุเพราะตัวลูกหนี้นั้นเป็นหนี้เสียหรือเป็นลูกหนี้ NPL แล้วสมัครเข้าโครงการฯ เพื่อรับเอาเงื่อนไขใหม่ในการผ่อนชำระหนี้ตามศักยภาพของรายได้ที่ตนเองมีอยู่จริง เป็นต้น

ข้อมูลหลักๆ ข้างต้นที่นำเสนอมาต้องขอเรียนว่าทิศทางและแนวโน้มเป็นไปในทางลบ เพราะเหตุได้รับผลกระทบอย่างที่ทราบกันโดยทั่วไป ประกอบกับมาตรการเชิงรุกต่างๆ ที่ทางการได้ออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้จำนวน 3 ระยะนั้นจะเริ่มมีกิจกรรม มีธุรกรรม อย่างชัดเจน และจะเพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 เป็นต้นไป ยังไม่มีใครรู้ว่ามันจะจบในเดือนใด จะจบเมื่อไร จะจบอย่างไร ดังคำที่ว่า "สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร" ในมุมมองและความรู้สึกของผมมันคืออาการ เจ็บลึก กระทบแรง แก้ยาก นานที่จะฟื้นครับ เพราะมันยังไม่มีใครรู้ว่า Negative Next Normal มันจะยับเยินประมาณไหน

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามครับ