ติดตามสถานการณ์ Covid-19 และการผ่อนคลายมาตรการปิดเมือง

วันที่ 04 พ.ค. 2563 เวลา 07:26 น.
ติดตามสถานการณ์ Covid-19 และการผ่อนคลายมาตรการปิดเมือง
คอลัมน์ มันนี่วีก (Money week) โดย...วรันธร ภู่ทอง, มนัสวิน ฐิติสมบูรณ์ สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย

สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทยประเมินว่าเงินบาทผันผวนสูงต่อเนื่อง โดยอยู่ในกรอบ 32.20-32.50 โดยแนวโน้มการชะลอลงของจำนวนผู้ติดเชื้อ Covid-19 รายใหม่ทั่วโลกและการเริ่มผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองในประเทศต่างๆ รวมถึงไทยสนับสนุนมุมมองเชิงบวกของนักลงทุนเกี่ยวกับแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ รวมทั้งการติดตามสัญญาณที่ดีขึ้นจากการทดสอบยาต้านไวรัสจะยังคงเป็นประเด็นต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินในสัปดาห์นี้

ขณะที่รายงานเครื่องชี้เศรษฐกิจในช่วงสัปดาห์นี้ อาทิ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อเดือนเมษายน สั่งซื้อสินค้าคงทนสหรัฐฯ การค้าของจีนยังมีแนวโน้มหดตัวรุนแรงจากผลของมาตรการปิดเมืองเพื่อต่อสู้กับการระบาดของ Covid-19

ด้านนโยบายการเงิน จับตาผลการประชุมของธนาคารกลางอังกฤษ ออสเตรเลียซึ่งจะยังส่งสัญญาณการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายจากเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มถดถอย และการประชุมธนาคารกลางมาเลเซียที่ตลาดคาดว่าจะทำการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงจากระดับปัจจุบันที่ 2.50%

ภาพรวมตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีค่าเงินดอลลาร์โดยรวมปรับลดลงเนื่องจากนักลงทุนเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้นภายหลังจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสทั่วโลกเพิ่มขึ้นในอัตราชะลอลง โดยผู้นำของหลายประเทศในยุโรปได้เริ่มพิจารณาแผนของการกลับมาเปิดเมือง โดยฝรั่งเศสมีแผนที่จะเปิดร้านค้าในวันที่ 11 พ.ค. ขณะที่สเปนจะยกเลิกการปิดเมืองในอีก 8 สัปดาห์ นอกจากนี้ รายงานจากบริษัท Gilead ว่ายา Remdesivir สามารถช่วยให้คนไข้ฟื้นตัวเร็วขึ้นเป็นปัจจัยที่สนับสนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ด้านนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติคงมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน พร้อมทั้งส่งสัญญาณการเพิ่มมาตรการผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจตามที่ตลาดคาด โดยเฟดได้ให้ความเชื่อมั่นกับตลาดในการดำเนินมาตรการเต็มกำลังเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ และจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับต่ำใกล้ศูนย์ (0.00-0.25%) โดยประธานเฟด นายโพเวลชี้ว่าเฟดจะไม่รีบร้อนในการถอนมาตรการผ่อนคลายต่างๆ จนกว่าจะมั่นใจในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ

นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญในการรักษาสภาพคล่องในภาคครัวเรือน ธุรกิจ และในการรักษากลไกการทำงานของระบบการเงิน ด้านแนวโน้มเศรษฐกิจ นายโพเวลกล่าวว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะยังหดตัวรุนแรงและอัตราการว่างงานจะยังเพิ่มขึ้น ขณะที่การกลับมาเปิดเมืองในระยะต่อไปจะส่งผลให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้บ้าง แต่กังวลว่าเศรษฐกิจจะไม่สามารถฟื้นตัวมาได้เต็มที่จนกว่าจะมั่นใจว่าการระบาดของไวรัสนั้นควบคุมได้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อศักยภาพการขยายตัวเศรษฐกิจในระยะกลาง ด้านธนาคารกลางญี่ปุ่นขยายมาตรการทางการเงิน ในด้านดอกเบี้ย ธนาคารยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้นที่ -0.1% และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีที่ใกล้ศูนย์ ขณะที่ขยายมาตรการทางการเงิน (1) ธนาคารเพิ่มปริมาณการซื้อตราสารหนี้และหุ้นกู้ภาคเอกชนไว้ที่ 20 ล้านล้านเยน โดยแบ่งเป็นขยายปริมาณการซื้อตราสารหนี้และหุ้นกู้เอกชนเพิ่มจากอย่างละ 1 ล้านล้านเยนเป็น 7.5 ล้านล้านเยน และคงยอดคงค้างตราสารหนี้ที่ 2 ล้านล้านเยนและหุ้นกู้ 3 ล้านล้านเยน โดยขยายการซื้อที่อายุสูงสุด 5 ปี (2) ธนาคารขยายประเภทหนี้ที่สถาบันการเงินวางเป็นผลักประกันกับธนาคารกลางได้ รวมถึงหนี้ครัวเรือน โดยให้ดอกเบี้ยกับยอดคงค้างที่ฝากไว้กับธนาคารกลาง 0.1% (3) ธนาคารขยายการซื้อพันธบัตรรัฐบาลจาก 80 ล้านล้านเยนเป็นไม่จำกัด โดยเน้นเป้าหมายรักษาเสถียรภาพในตลาดการเงิน โดยซื้อพันธบัตรอายุสูงสุด 10 ปีถี่ขึ้น

ด้านตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ จีดีพีสหรัฐฯ ไตรมาสที่ 1 หดตัว 4.8%QoQ saar จากที่ขยายตัว 2.0%ในไตรมาสก่อน โดยเป็นการหดตัวมากที่สุดตั้งแต่ปี 2008 และหดตัวสูงกว่าที่ตลาดคาดที่ -4.0% โดยปัจจัยฉุดรั้งการขยายตัวสำคัญมาจากผลของมาตรการปิดเมืองที่ทำให้การบริโภคบุคคลลดลงที่ -7.6%QoQ saar หดตัวมากกว่าที่ตลาดคาดที่ -3.6% ซึ่งเป็นการหดตัวมากที่สุดตั้งแต่ปี 1980 ด้านการลงทุนในสินทรัพย์คงทนหดตัวติดต่อกันเป็นไตรมาสที่สี่ที่ -2.6% ด้านการส่งออกบริการลดลงมากที่สุดตั้งแต่ปี 1975 ที่ -21.5% จาก +7.2% จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง

ในด้านของไทย เงินบาทโดยรวมแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนสอดคล้องกับค่าเงินสกุลอื่นในภูมิภาคจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ รวมถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสในประเทศที่ดีขึ้นต่อเนื่อง โดยรัฐบาลของไทยได้ประกาศขยายระยะเวลา พรก. ฉุกเฉินออกไปอีก 1 เดือนเป็นสิ้นสุดวันที่ 31 พ.ค. ด้านตัวเลขเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงายว่าดุลบัญชีเดินสะพัดไทยเดือน มี.ค. เกินดุล 697 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากเดือนก่อนที่เกินดุล 5,382 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และต่ำกว่าที่ตลาดคาดว่าจะเกินดุล 2,408 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นการเกินดุลต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. ปี 2019 ขณะที่เครื่องชี้เศรษฐกิจไทย อาทิ การบริโภค การลงทุน และการส่งออก หดตัวลงทั้งหมดในเดือนมีนาคม ทำให้ประเมินว่าธปท. จำเป็นต้องลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือนพฤษภาคม ทั้งนี้ เงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 32.35 ในพฤหัสบดี (เวลา 16.55 น.)

ภาพรวมตลาดตราสารหนี้ในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีประเด็นหลักคือการประชุมธนาคารกลางของประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐฯ โดยที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ระดับ -0.1% และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10ปีใกล้ระดับ 0% โดยประเด็นสำคัญคือการที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นออกมาประกาศเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลได้แบบไม่จำกัด รวมถึงมีการเพิ่มวงเงินเข้าซื้อตราสารหนี้เอกชนระยะสั้นและระยะยาว พร้อมกับปรับประมาณการณ์การขยายตัวเศรษฐกิจญี่ปุ่นลงมาอยู่ที่ -5.0% ถึง -3.0% และคาดว่าเงินเฟ้อจะอยู่ในกรอบ -0.7% ถึง -0.3% ขณะที่การประชุมธนาคารกลางของสหรัฐฯออกมาเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์คือมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.0-0.25% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์และไม่มีการประกาศมาตรการผ่อนคลายออกมาเพิ่มเติม อย่างไรก็ตามเฟดแสดงความเห็นว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับปัจจุบันไปจนกว่าความเชื่อมั่นของภาคเอกชนและประชาชนกลับมาในทิศทางที่เศรษฐกิจเริ่มกลับเข้าสู่เป้าหมายที่การจ้างงานเต็มที่และราคาสินค้าอยู่ในระดับมีเสถียรภาพ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของประเทศเศรษฐกิจหลักเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบ โดยนักลงทุนเฝ้ารอปัจจัยใหม่ที่จะเข้ามาชี้นำทิศทางตลาด ภายหลังจากประเด็นของการแพร่ระบาดของของไวรัสโควิด-19 รวมไปถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกได้ซึมซับไปในตลาดมากพอควรแล้ว ทางด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นปรับตัวลดลง ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะกลางและระยะยาวทรงตัว ส่งผลให้เส้นอัตราผลตอบแทนมีความชันสูงขึ้น โดยสาเหตุหลักมาจากการที่เม็ดเงินไหลเข้าไปพักในพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น ทำให้ ณ วันที่ 30 เมษายน 2563 อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลไทยรุ่นอายุ 1, 2, 3, 5, 7 และ 10ปี อยู่ที่ 0.64% 0.67% 0.74% 0.91% 1.10% และ 1.21% ตามลำดับ

กระแสเงินทุนต่างชาติในสัปดาห์ที่ผ่านมาไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ไทยรวมสุทธิประมาณ 7,888 ล้านบาท ซึ่งเป็นการซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น 251 ล้านบาท ขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว 8,139 ล้านบาท และไม่มีตราสารหนี้ที่ถือครองโดยนักลงทุนต่างชาติหมดอายุ