เบี้ยปรับการชำระล่าช้าของสินเชื่อ... ถึงเวลาที่ต้องยกมาคุยกันไหม

วันที่ 16 ธ.ค. 2562 เวลา 06:39 น.
เบี้ยปรับการชำระล่าช้าของสินเชื่อ... ถึงเวลาที่ต้องยกมาคุยกันไหม
คอลัมน์ เศรษฐกิจคิดง่ายๆ (ดิจิทัล) ตอนที่ 35/2562 โดย...สุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ เครดิตบูโร

นอกจากการยกระดับความเข้มข้นในการเรื่องการวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงของลูกค้าผู้ยื่นขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินที่ในเวลานี้ถือได้ว่ามีความเข้มงวด ตรวจเข้มในเรื่องที่มาของรายได้ ความแน่นอนของรายได้ ความเพียงพอของรายได้ต่อการชำระหนี้เก่า และหนี้ใหม่ที่กำลังพิจารณาว่าจะอนุมัติหรือไม่อนุมัติที่เราเรียกรวมกันว่าความสามารถในการชำระหนี้ (ability to pay) รวมทั้งการวิเคราะห์ถึงความตั้งใจในการชำระหนี้ (willingness to pay) ที่ดูจากประวัติการก่อหนี้ ประวัติการชำระหนี้ ที่มีการจัดเก็บไว้ในระบบตามที่กฎหมายกำหนดไว้ เช่น ข้อมูลในเครดิตบูโร แล้วนั้น ได้เป็นเงื่อนไขในการร้องเรียนจากทั้งตัวลูกค้าผู้ยื่นขอสินเชื่อแต่ไม่ผ่านการอนุมัติ ตลอดจนเจ้าของธุรกิจ กิจการห้างร้านที่ขายของมูลค่าสูงให้กับลูกค้าเช่น ธุรกิจขายบ้าน ขายคอนโด ขายรถยนต์ ที่ตัวคนซื้อจะต้องไปกู้เงินจากสถาบันการเงินมาซื้อสิ่งเหล่านั้น พอการอนุมัติทำได้ยาก ของที่จะขายมันก็จะยากตามกันไปด้วย

แต่ในวันนี้ผมจะไม่พูดในประเด็นนี้นะครับ สิ่งที่ผู้เขียนอยากนำเสนอคือ เมื่อเวลาที่ลูกค้าได้รับอนุมัติเงินกู้เพื่อไปซื้อบ้าน ซื้อคอนโด ซื้อรถยนต์แล้ว มีการผ่อนชำระเป็นงวดรายเดือนที่เรียกว่า ยอดผ่อนต่อเดือน เงินงวดต่อเดือน ยอดส่งหนี้ต่อเดือน ซึ่งถ้าผ่อนได้ตามปกติมันก็ไม่มีประเด็นอะไร เรื่องหนี้ก็เดินกันไปตามตารางที่ตกลงกันตามปกติ

ปัญหามันเกิดตอนที่ลูกค้าที่กู้เงินหรือลูกหนี้สินเชื่อเกิดมีอาการสะดุด ช็อตเงิน ทำให้ไปจ่ายเงินงวดไม่ทัน หรือส่งยอดชำระหนี้ในเดือนนั้นๆไม่ทัน สิ่งที่จะตามมาคือ เจ้าหนี้ก็จะใช้เงื่อนไขในสัญญามาบังคับ ซึ่งเงื่อนไขในสัญญาก็มักจะบอกว่า

1. การผิดนัดชำระงวดใดงวดหนึ่งก็ถือว่าหนี้คงค้างทั้งหมดก็ผิดนัดชำระไปด้วย

2. อัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระล่าช้าก็จะเปลี่ยนอัตราจากอัตราปกติที่กู้ยืมมาเป็นอัตราผิดนัดชำระ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่คิดจะสูงมากเช่น 18% เป็นต้น

3. ยอดที่จะเอามาคำนวณตัวเงินที่ต้องชำระเบี้ยปรับล่าช้า บางสัญญาจะเอายอดหนี้คงเหลือที่ยังไม่ได้ชำระทั้งหมดมาคำนวณซึ่งจะเป็นอัตราหรือจำนวนเงินที่สูงมาก

คำถามคือ ถ้ายอดชำระต่อเดือนมันคือ 20,000 บาท และมียอดหนี้คงเหลือ 800,000 บาท เวลาผิดนัดชำระเงินงวด มันคือการผิดนัดชำระเงิน 20,000 บาทที่ไม่มาตามนัดใช่หรือไม่ เหตุใดจึงไปคิดเบี้ยปรับล่าช้าเอากับยอดหนี้คงเหลือ 800,000 บาทด้วย คำตอบที่ได้รับมาจะมีดังนี้คือ

1. มันเป็นไปตามข้อสัญญา ตอนทำสัญญาไม่ได้บังคับให้ลูกค้ายอม เมื่อตกลงเซ็นแล้วก็ต้องตามนั้น

2. มันก็ถือปฏิบัติกันมาอย่างนี้ตั้งแต่ในอดีต จะมาสงสัยอะไรเวลานี้

3. คนที่เป็นลูกหนี้จะได้ไม่กล้าผิดนัดชำระเพราะถ้าผิดนัดก็จะเจอผลกระทบที่สูงมาก ไม่คุ้มที่จะเสี่ยงไม่ชำระหนี้

คนที่เป็นลูกหนี้ก็จะเถียงในใจมาตลอดว่าไม่แฟร์ ไม่เป็นธรรม แต่ต้องยอม เพราะไม่ยอมก็ไม่ได้เบิกเงินกู้ ตัวผู้เขียนก็ยอมรับหลักการที่ว่า สัญญาต้องเป็นสัญญา ลูกหนี้มีเสรีภาพในการเข้าทำสัญญา เมื่อไม่ถูกบังคับให้ทำสัญญา และสัญญาทางแพ่งนี้ไม่ได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อย กำหนดไว้อย่างไรก็ต้องอย่างนั้น

ประเด็นลึกๆ ก็คือ

ที่เหมาะที่ควร มันอยู่ตรงไหน

ที่เป็นธรรม ยอมรับกันได้

ไม่เอาเปรียบกันจนเกินส่วน

คนที่ผิดพลาดไปควรได้รับการลงโทษพอสมควร ไม่ใช่เอาแบบสาแก่ใจ

นานาประเทศอื่นเขาทำกันอย่างไร 

มันควรถึงเวลาที่ผู้กำกับดูแลจะลงมาดูและจัดการให้เป็นไปตามทำนองครองธรรมหรือไม่ อย่าเพิ่งเอาคำว่าก็มันทำกันมาตั้งแต่อดีตนานแล้ว จะมาร้องหาอะไรกันเวลานี้ งานฉันก็มีอยู่เยอะแยะ ร้องกันอยู่ได้....

ตัวผู้เขียนคิดว่า การ Disrupt กฎกติกาที่ไม่มองในจุดที่ควรมองมานานมากแล้ว บัดนี้สมควรแก่เวลาที่จะเริ่มได้แล้วหรือไม่ครับ

เรามีการ Disrupt การค้ำประกันแล้ว

เรามีการ Disrupt การติดตามหนี้แล้ว

เรามีการ Disrupt การเสนอขายของแล้ว

เรามีการ Disrupt การคุ้มครองข้อมูลแล้ว

เรามีการ Disrupt การ.... มากมายแล้ว

เราจะยกเรื่องการ Disrupt กติกาการคิดเบี้ยปรับเงินเพิ่มกรณีผิดนัดชำระหนี้กันให้เหมาะให้ควร สมเหตุสมผล สมกับความผิดพลาดคลาดเคลื่อน อย่างเป็นสัดส่วน (Proportional response) อีกสักเรื่องดีไหมครับ... ไหนๆ ก็ไหนๆแล้ว เพราะเวลานี้คนเป็นหนี้ อยู่กันไม่เป็น (สุข) แล้วครับ

ขอบคุณครับ

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต