จิรายุทธ ผโลประการ ผู้ชาย(ไม่)ธรรมดา

  • วันที่ 10 ต.ค. 2556 เวลา 09:17 น.

จิรายุทธ ผโลประการ ผู้ชาย(ไม่)ธรรมดา

โดย...นกขุนทอง ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

จัดเป็นลีดเดอร์วงที่มีความสามารถจัดจ้านอีกคนในวงการดนตรี สำหรับ “ทีเจ-จิรายุทธ ผโลประการ” แห่งวง 3.2.1 (ทรี.ทู.วัน) ไม่ว่าจะร้อง จะแร็ป ก็ดูลื่นไพเราะไปเสียหมด แถมครบเครื่องเขียนเนื้อเพลง เรียบเรียง ทำนอง เองเสียหมด

เพลง “รักต้องเปิด (แน่นอก)” ที่เคยฮิตกระฉ่อนข้ามประเทศ ผู้ชายมีหนวดคนนี้ก็เป็นหนึ่งในทีมแต่งเพลง ถัดมากับเพลงโปรโมต “เธอมีเขา” ที่กำลังแรงเว่อร์ ก็ทำเอง ร้องเอง แร็ปเอง แม้ยอดวิวจะไม่พุ่งกระฉูดเหมือนเพลงแรก แต่จำนวน 3 ล้านวิว และกำลังไต่อันดับไปเรื่อยๆ ทางเว็บไซต์ยูทูบ แถมยังเป็นเพลงที่ถูกเสิร์ชหามาก เป็นอันดับ 2 ในช่วงเดือนที่ผ่านมา (โดยสถาบันเอจ เอเชีย ที่อัพเดตข้อมูลด้านดิจิตอลของเมืองไทย) ก็ช่วยการันตีความสามารถของผู้ชายคนนี้ได้ไม่น้อย

แน่นอนว่า ทำผลงานเพลงมาถึง 3 อัลบั้ม “3.2.1 Shake it ah” “3.2.1 Dirty” และ “มัน Day” มาดังแรงแบบพลุแตกจากเพลงเดียว รักต้องเปิด (แน่นอก) ย่อมส่งผลให้การทำงานในลำดับถัดไปยากยิ่ง ทวีความกดดัน

“ยอมรับครับว่ากดดัน เพราะคนจะคาดหวัง แต่เพลงมันก็มีช่องทางไปของมัน ตั้งแต่เพลง รักต้องเปิด (แน่นอก) เป็นต้นมา ทุกๆ อย่างมันเกินความคาดหมายของพวกเรามากจริงๆ มันดังมากจริงๆ อยากให้ทุกคนเปิดโอกาส พิสูจน์ผลงานเพลงของพวกเราต่อไป อย่างเพลงนี้ดนตรีเป็นสไตล์ฮิปฮอปไทย จังหวะเบาๆ มีท่าเต้นกวนๆ ให้เต้นตามได้อย่างชิล ชิล”

ทุกวันนี้ภาพเบื้องหน้าทุกคนรู้จักทีเจในบทบาทศิลปิน แต่น้อยคนจะรู้ว่าทีเจยังทำงานเบื้องหลังให้ศิลปินอีกหลายคนในสังกัดอาร์เอส และยังทำหน้าที่โคมิวสิก ไดเรกเตอร์ คอนเสิร์ต อย่างเช่น ดิ ไอดอล แบทเทิล คอนเสิร์ต หวาย เพลย์เกิร์ล ปาร์ตี้ คอนเสิร์ต และ 3.2.1 Shake It Ah Concert

“ผมเริ่มทำงานตั้งแต่ยังเป็นศิลปินฝึกหัด ตอนนั้นแต่งเพลง ทำนองให้คนอื่นด้วย ซึ่งทั้งหมดมาจากความชอบ ผมไม่รู้เรื่องทฤษฎีดนตรี อาศัยฟังบ่อย ฟังเยอะ เรียนรู้ด้วยตัวเองจากอินเทอร์เน็ต หนังสือ ลองผิดลองถูก จนทำเพลงเองได้ ก็แต่งให้หวาย กับวงเคโอติค และทำอัลบั้มตัวเองไปด้วย ใช้เวลาอยู่ 2 ปี ได้เพื่อนในวงครบ (กวิน ดูวาล และป๊อปปี้ชัชชญา ส่งเจริญ) เพลงก็เสร็จพอดี ผมเป็นโคมิวสิก โปรดิวเซอร์ด้วย และดูแลดนตรีเองทั้งหมด โชคดีที่เพลงสมัยนี้กำลังเข้าเทรนด์ที่ผมฟังอยู่ เป็นฮิปฮอปอิเล็กทรอนิกส์”

สำหรับไอเดียในการแต่งเพลง ทีเจบอกว่า มักสะท้อนในเพลงเกี่ยวกับความรัก เพราะคิดว่าคนเข้าใจง่ายที่สุด “เรามีความรักกันทุกคน อย่างวง 3.2.1 เราเป็นฮิปฮอปที่พูดเรื่องบวก อกหักแค่ไหนเราก็ต้องมองในมุมที่มีความสุข ผมตั้งใจให้ 3.2.1 เหมือนมาให้กำลังใจคน ถึงเราเศร้าแค่ไหนฟังเพลงแล้วมีความสุข สุดท้ายเราต้องใช้ชีวิตต่อไป

สังเกตได้จากเพลงเราจะเป็นมุมบวก อย่างเนื้อเพลงล่าสุด เธอมีเขา ผมเขียนเนื้อทั้งหมดเอง มาจากมุมมองของผม มันเป็นเรื่องอกหัก ซึ่งการจะเอาเรื่องอกหักมาเขียนมุมบวกมันยาก ยิ่งเราเสียใจมากๆ แต่พอเราผ่านประสบการณ์เศร้ามากมาแล้ว เวลาผ่านไปเราจะมองเห็นอีกมุมหนึ่งได้

การเขียนเพลงแม้จะเขียนเรื่องเดียวกัน แต่การโดดเด่นของแต่ละเพลง แต่ละคน คือ คำพูด วิธีการพูด เพราะวิถีชีวิตที่เราใช้ไม่เหมือนกัน เสพสื่อต่างๆ ไลฟ์สไตล์ต่างกัน อย่างวิธีการพูดของผมในเพลงเธอมีเขา ก็แฝงความเป็นตัวเอง เรารักเขาแต่เขามีคนอื่น ไม่เป็นไรเรายอมลา ลึกๆ อยากอยู่กับเขา แต่ถ้าสุดท้ายสักวันหนึ่งเขาเลิกกัน เราก็พร้อมที่จะเข้าไปหา คือมีความดีและไม่ดีอยู่ข้างใน นี่คือวิธีของผม”

ไม่เฉพาะดนตรีแนวฮิปฮอป แต่แนวอื่นทีเจก็สามารถ “ผมเป็นโปรดิวเซอร์ให้น้องมิณทร์ (มิณทร์ ยงสุวิมล) เป็นแนวป๊อป ฟังสบายหน่อย ผมก็อยากลองเปลี่ยนแนวบ้าง เราทำฮิปฮอปมานานแล้วก็มีเบื่อบ้าง เวลาเบื่อผมก็หันไปฟังร็อก อินดี้ แต่สุดท้ายกลับมาฟังฮิปฮอปเพราะเป็นสิ่งที่เราชอบที่สุด

อย่างที่บอกผมไม่ได้เรียนทางด้านดนตรีมา ผมอาศัยจากการฟัง โลกตอนนี้ฟังเพลงอะไรกัน อาศัยการฟังเยอะมาก เมื่อก่อนผมฟังเพลง ฟังแล้วเกิดความรู้สึกสุนทรีย์ ฟังแล้วมีความสุขจัง หลังๆ ฟังแล้ววิเคราะห์มากกว่า ทำไมทำดนตรีแบบนั้น เขียนเนื้อแบบนี้ เพลงนี้ดังไม่ดังเพราะอะไร แต่พอเราตันๆ ก็หันมาฟังเพลงอื่นที่อินดี้มากๆ ไม่ต้องมาเสียเวลาวิเคราะห์อะไรต่างๆ นานา ฟังให้มีความสุขบ้าง”

ทำงานเพลงต่อเนื่องมา 5 ปี ปล่อยของออกเกือบหมด ต้องรีบหาทางเพิ่ม “งานตรงนี้คืองานที่ใช่สำหรับเรา แต่สำหรับเด็กผู้ชายคนหนึ่งทำตรงนี้มาตลอด 5 ปี ก็มีเบื่อบ้าง แต่งเพลงไม่ออกบ้าง อยากไปทำอย่างอื่นบ้าง เพราะบางทีเจออะไรซ้ำๆ หลายๆ ครั้งต่อวัน ตื่นมาแต่งเพลงเล่นคอนเสิร์ตก็เลยอยากทำอย่างอื่น อาการนี้เริ่มมีมาบ่อย ผมก็ได้ปรึกษารุ่นพี่ทำไงดี แต่งเพลงไม่ได้มันตัน หลายคนก็แนะให้ไปลองทำอะไรที่อยากทำอย่างอื่นดูบ้าง ซึ่งผมอยากทำหลายอย่าง ผมอยากเรียนทำอาหาร และการที่ได้ไปเยี่ยมแม่ที่ประเทศอังกฤษ ก็เหมือนการพักสมอง และก็ได้ไอเดียใหม่ๆ กลับมา ผมมีเครียดบ้าง แต่เราได้ทำสิ่งที่เรารัก คนอื่นอยากทำแต่ไม่มีโอกาส ทุกวันนี้ได้แต่งเพลง ได้ใช้เวลาอยู่ในห้องอัด ไม่เหมือนทำงาน เหมือนงานอดิเรกทำเพื่อความสนุกสนาน”

เห็นมาดกวนๆ แบบนี้ แต่ทีเจเคยร่วมเดินเท้าในโครงการ “ธรรมโฆษณ์ ธรรมยาตรา : เดินเท้า ก้าวธรรม” เมื่อปี 2549 เดินจากสวนโมกขพลาราม จ.สุราษฎร์ธานี มาถึงกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนครั้งหนึ่งในชีวิต

“ตอนนั้นผมอายุ 12 เกเรมาก ปิดเทอมพอดีแม่เลยส่งไปเดินซะ ตอนแรกไม่อยากไป ต้องเดินวันละ 40 กิโลเมตร แต่พอเดินๆ ไป ผมเจออะไรหลายอย่างที่ไม่เคยเจอ เดินข้างถนนเจอพายุฝน นั่งเรือเข้าไปในป่า นอนในวัด เจอไฟไหม้ เดินริมทะเล มีจังหวะที่เดินไปเจอชาวบ้านน้ำท่วมก็ช่วยยกกระสอบทราย ถ้าเราใช้ชีวิตปกติไม่มีทางได้เจอ เป็นเรื่องโหดสำหรับเด็กอายุสิบสอง แต่นั่นเปลี่ยนชีวิตเลย จากคนใจร้อน ไม่ฟังใคร เปลี่ยนมานิ่งขึ้นมาก ผมได้พิสูจน์ตัวเองว่า เราจะทำอะไรสักอย่างสำเร็จได้หรือเปล่า วันแรกไปเดินมีคนเป็นร้อย แต่สุดท้ายมีเหลือไม่ถึงยี่สิบคน ซึ่งผมเป็นหนึ่งในนั้น เป็นความภูมิใจ ประสบการณ์นั้นส่งผลมาถึงทุกวันนี้ เมื่อก่อนผมล่องลอยมาก ไม่รู้อยากทำอะไร หาจุดหมายของตัวเองไม่ได้ แต่การที่เราได้อยู่กับตัวเองนานๆ ทำให้เราค้นพบตัวเอง”

จากเด็กผู้ชายเกเรคนหนึ่งที่รักในการฟังเพลง และโชคดีที่ค้นหาตัวเองพบจนประสบความสำเร็จในเส้นทางที่เลือก และยังพร้อมที่จะก้าวเดินหน้าต่อไปไม่หยุดยั้ง

ที่มา..รอยสักเต็มตัว

“เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ผมอายุ 18 วันเกิดขอแม่อยากมีรอยสัก ก็ส่งรูปให้ดู ตอนแรกนึกว่าแม่จะห้าม แม่บอกไม่เป็นไร แต่แค่นี้นะ ดีใจมากไปสัก หลังจากนั้นก็เริ่มติด เพิ่มอีกนิดบอกแม่ทีละนิด จนเต็มตัว แขน ตัว หลังเต็มหมด ผมมองว่ามันเป็นงานศิลปะ และผมชอบศิลปะ ดนตรี วาดรูป ทำอาหาร และการสักเป็นศิลปะหนึ่งที่ติดตัวเราไปตลอดชีวิตผมอยากมีแบบนี้ตลอด

เป็นเรื่องปกติที่คนมองว่าน่ากลัว ตอนผมออกอัลบั้มแรก เด็กไม่เข้าใจ จะกลัว แต่ตอนนี้เขารับได้ ก็มีมาถามว่า สักที่ไหน อยากสักตาม แต่ผมไม่แนะนำหรอกครับ ถ้าอายุไม่ถึงสิบแปด และถ้าครอบครัวไม่โอเคอย่าดีกว่า ของผมครอบครัวโอเค และถ้าเรายังไม่บรรลุนิติภาวะ อนาคตเราไม่แน่นอน เราอาจต้องทำงานที่ห้ามมีรอยสัก เราจะเสียโอกาสตรงนั้น แต่ผมเลือกทางเดินแล้ว ผมคงทำงานกับศิลปะซึ่งไม่มีปัญหากับรอยสัก

มีคนถามเบื่อรอยสักจะทำไง ผมไม่มีวันเบื่อหรอกครับ เราเลือกมาบนตัวเรา เรารู้อยู่แล้วว่ามันจะอยู่ติดตัวเราไปตลอดชีวิต และทุกรอยสักมีความหมาย มีเรื่องราว บางคนสักเพราะสวยก็ไม่ผิด แต่สำหรับผมมันเป็นสตอรี อย่างหน้าอกสักเป็นภาษาอิตาเลียนมีความหมายว่า แฟมิลี เพราะผมคิดว่าครอบครัวของเราอยู่กับเราเสมอ ใครไม่รักก็แล้วแต่ แต่เรามีพ่อแม่ ต่อไปในอนาคตเรามีลูก ครอบครัวเรามาที่หนึ่งเสมอ แขนซ้ายก็สักรูปจอห์น เลนนอน จากเดอะ บีเทิลส์ ผมชอบวิธีการแต่งเพลงของเขามาก เขาเป็นแรงบันดาลใจให้เรา เราอยากทำตาม”

เรื่องอื่นๆที่คุณอาจสนใจ

Yengo Premium

ข่าวอื่นๆ