รวิกานต์ อยู่เวชวัฒนา ‘เปเปอร์มาเช่’ ลดโลกร้อน

  • วันที่ 20 ส.ค. 2561 เวลา 18:45 น.

รวิกานต์ อยู่เวชวัฒนา ‘เปเปอร์มาเช่’ ลดโลกร้อน

เรื่อง ภาดนุ 

รวิกานต์ อยู่เวชวัฒนา หรือจิ๊บ เป็นอีกหนึ่งคนรุ่นใหม่ที่หันมาให้ความใส่ใจในเรื่องการลดโลกร้อน เธอจึงใช้ความคิดสร้างสรรค์ทางด้านศิลปะที่มี มาประดิษฐ์เป็นสินค้าในแนว “เปเปอร์มาเช่” ที่มีเอกลักษณ์และสร้างแบรนด์ของตัวเองขึ้นมา เรียกว่าทั้งสร้างรายได้ ทั้งช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

“จิ๊บเรียนจบปริญญาตรีจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยบูรพา ซึ่งสาขาที่จิ๊บเรียนนี้จะเน้นการพิมพ์ภาพและเทคนิคการพิมพ์ซิลค์สกรีนต่างๆ แต่เมื่อทำเสร็จแล้วก็ต้องพรินต์งานลงบนกระดาษอีกที ช่วงที่เรียนจบจิ๊บเริ่มทำงานเป็นไกด์ซึ่งคอยให้ข้อมูลเกี่ยวกับงานศิลปะ รวมทั้งการนำชมนิทรรศการต่างๆ ที่หมุนเวียนมาจัดที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

จุดเริ่มต้นในการทำสินค้าเปเปอร์มาเช่แบรนด์ ‘Swell Out’ มาจากการที่จิ๊บมีโอกาสได้กลับไปออกร้านในงานเทศกาลของคณะศิลปกรรมฯ ที่มหาวิทยาลัย ซึ่งจะมีการจัดงานขึ้นทุกปีเพื่อให้นักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่ได้สร้างสรรค์สินค้ามาแสดงและขายในงาน หรือแม้แต่ศิษย์เก่าที่จบไปแล้วก็สามารถคิดงานมาแสดงและขายได้เช่นกัน แต่ต้องเป็นสินค้าที่เกิดจากไอเดียและเป็นแฮนด์เมดเท่านั้น”

จิ๊บเล่าว่า สาเหตุที่เธอปิ๊งไอเดียในการทำเปเปอร์มาเช่ขึ้นมา เนื่องจากเธอได้นึกย้อนกลับไปตอนที่เรียนอยู่ว่า ช่วงนั้นการเรียนเอกภาพพิมพ์นักศึกษาทุกคนจะใช้กระดาษค่อนข้างเยอะมาก แล้วจะมีกระดาษที่พรินต์แล้วเสียทิ้งไว้อยู่มากมายด้วยเช่นกัน ทั้งของตัวเองและของเพื่อนๆ ทำให้เธอรู้สึกเสียดาย และมีความคิดที่อยากจะนำกระดาษที่ใช้แล้วเหล่านั้นมารีไซเคิลให้เกิดประโยชน์ รวมทั้งพวกกระดาษหนังสือพิมพ์ที่เหลือใช้ก็สามารถนำมาทำได้ ยกเว้นกระดาษจากนิตยสารที่มีการเคลือบเงา เพราะจะเกาะตัวกันได้ยาก

“เมื่อคิดได้แบบนั้น จิ๊บก็เริ่มเก็บกระดาษที่พรินต์แล้วเหล่านั้น โดยนำมาย่อยเป็นชิ้นเล็กๆ ด้วยการฉีกด้วยมือและนำไปแช่น้ำก่อน จากนั้นจึงนำกระดาษที่แช่น้ำแล้วไปใส่เครื่องปั่นให้ยุ่ยและละเอียดเนียนมากยิ่งขึ้น ขั้นตอนต่อมาก็นำกระดาษที่ได้มาร่อน หรือนำมาปั้นเป็นรูปทรงต่างๆ โดยใส่กาวลาเท็กซ์ลงไปเพื่อให้กระดาษเกาะตัวได้ดีขึ้น

แรกๆ จิ๊บก็แค่ทำเปเปอร์มาเช่เล่นๆ เท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจทำจริงจัง เพราะตัวเองได้พื้นที่ขายของในเทศกาลของคณะ เลยอยากจะลองขายสินค้าดู แต่พอนำไปวางขายจริงๆ กลับมีคนสนใจและมีลูกค้าซื้อกลับไปมากมายเกินกว่าที่คาดไว้ จิ๊บก็เลยมีกำลังใจในการพัฒนาต่อยอดเพิ่มขึ้น

ตอนที่ทำเปเปอร์มาเช่ขายแรกๆ ก็จะทำเป็นแมกเน็ตติดตู้เย็น ซึ่งเป็นรูปหัวกวางและหัวสุนัขจิ้งจอก จากนั้นก็พัฒนาให้สเกลใหญ่ขึ้นโดยต้องทำโมเดลจากการปั้นดินเหนียวขึ้นรูปและหล่อบล็อกซิลิโคนเอาไว้ จากที่เคยปั้นหรือขึ้นรูปด้วยมือแค่ 10 หัว พอมีบล็อกซิลิโคนก็ทำให้สามารถผลิตได้มากขึ้น”

จิ๊บบอกว่า งานเปเปอร์มาเช่ชิ้นที่สเกลใหญ่ขึ้นก็ยังคงเป็นรูปหัวสัตว์ เช่น กระต่าย กวาง ช้าง สุนัข และอื่นๆ ซึ่งเธอได้ไอเดียมาจากหัวสัตว์สตัฟฟ์ติดผนังที่ตัวเองเคยเห็นจากสถานที่ต่างๆ

“ที่จิ๊บเริ่มทำหัวสัตว์แขวนผนังให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เพราะได้แรงบันดาลใจมาจากการที่เราอยากรณรงค์ให้ผู้คนที่มีรสนิยมชอบซื้อหัวสัตว์สตัฟฟ์มาติดผนังที่บ้าน ได้เริ่มตระหนักถึงการอนุรักษ์ธรรมชาติ ด้วยการหันมาใช้ของเลียนแบบอย่างเปเปอร์มาเช่หัวสัตว์แขวนผนังแทน เพราะนอกจากสีสันจะสวยงามเก๋ไก๋แล้ว ยังได้ช่วยลดโลกร้อนทางอ้อมไปด้วย

การทำหัวสัตว์ติดผนังที่มีขนาดใหญ่ขึ้นนั้นจะยากขึ้น เพราะจะต้องขึ้นโครงโดยปั้นจากดินเหนียวก่อน จากนั้นจึงทำโครงลวดครอบด้านนอกอีกชั้น เมื่อแกะดินออกแล้วถึงจะค่อยๆ แปะกระดาษเปเปอร์มาเช่ลงไปเรื่อยๆ ให้มีความหนาและเรียบเนียนขึ้น แล้วจึงนำไปตากแดด ลงสี และเคลือบเงาด้วยแล็กเกอร์เป็นขั้นตอนสุดท้าย

จากเปเปอร์มาเช่หัวสัตว์ติดตู้เย็นอันเล็กๆ ที่ขายในราคา 65 บาท ก็ทำให้ขนาดใหญ่ขึ้นมาอีกนิด และขายในราคา 75-135 บาท โดยเพิ่มหัวยักษ์และหนุมานในวรรณคดีไทยเข้ามาด้วย ซึ่งจะมีรายละเอียดที่มากขึ้น เพราะจิ๊บจะเพนต์ด้วยมือทีละหัว ดังนั้นงานแต่ละชิ้นจึงออกมาสวยงามไม่เหมือนกัน แต่ถ้าเป็นหัวสัตว์ติดผนังที่สเกลใหญ่ขนาดกว้าง 1 ฟุต ซึ่งมีทั้งหัวกวาง ม้า ช้าง ยีราฟ นกฟลามิงโก และกระต่าย ก็จะขายในราคา 2,900 บาท ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่จะสั่งแบบ Made to Order ซะมากกว่าค่ะ”

จิ๊บเสริมว่า ในอนาคตอันใกล้นี้เธอคิดไว้ว่าจะต่อยอดการทำสินค้าเปเปอร์มาเช่รูปแบบอื่นๆ เพิ่มเข้ามาให้มากขึ้น เพราะปัจจุบันนี้กระแสรักษ์โลกได้กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง ซึ่งคนทั่วไปก็เริ่มหันมาช่วยกันรณรงค์ให้ลดการใช้ถุงพลาสติกและหลอดดูดน้ำที่ทำจากพลาสติกกันมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว

“งานใหม่ๆ ที่จิ๊บคิดไว้และอยากทำก็คือ การทำเปเปอร์มาเช่คอลเลกชั่นใหม่ที่เป็นรูปลูกโลกหรือจักรวาล โดยอาจจะเริ่มจากสินค้าชิ้นเล็กๆ อย่างแมกเน็ตก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นก็อาจจะมีการจัดเวิร์กช็อปวิธีการทำเปเปอร์มาเช่ขึ้นมา โดยจิ๊บจะเริ่มสอนตั้งแต่การปั้นโมเดล การทำโครง และขั้นตอนการแปะเปเปอร์มาเช่เลยค่ะ ตอนนี้ก็ได้คุยกับเจ้าของสถานที่ไว้ว่า อาจจะจัดเวิร์กช็อปขึ้นที่โครงการช่างชุ่ย หรืออาจจะจัดที่เวิร์กช็อป แกลเลอรี่ ที่จิ๊บกับแฟนได้ช่วยกันติดต่อไว้

สำหรับสินค้าเปเปอร์มาเช่แบรนด์สเวลเอาต์ ปัจจุบันมีขายที่ร้านชุ่ยเจริญ ซึ่งอยู่ในโครงการช่างชุ่ย ร้าน BACC Shop ที่ชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ และร้าน Clapper Club ที่เยโลเฮ้าส์ แกลเลอรี่ ในซอยเกษมสันต์ 1 หรือดูข้อมูลที่ Fanpage Facebook : swellout.papermache ได้เลยค่ะ”

จิ๊บทิ้งท้ายว่า การทำสินค้าเปเปอร์มาเช่ถือเป็นงานเสริมที่เธอทำขึ้นเพราะความรักในศิลปะ และอยากจะช่วยให้คนใช้กระดาษอย่างคุ้มค่าที่สุดเท่านั้น ไม่ได้คิดถึงการทำรายได้เป็นสำคัญ

“ความสุขของจิ๊บก็คือ การได้ใช้ไอเดียที่สร้างสรรค์ในการประดิษฐ์ผลงานศิลปะ ที่สามารถใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันขึ้นมา อีกอย่างต้นทุนเราไม่ได้มีอะไรมากนัก แค่นำกระดาษที่ใช้แล้วมารีไซเคิล แล้วใช้ฝีมือทางด้านศิลปะอย่างการปั้น การขึ้นรูป การวาด และการลงสี เข้ามาช่วยเท่านั้น หากมีลูกค้าชื่นชอบซื้อไป หรือสั่งแบบที่ตัวเองต้องการเป็นพิเศษเข้ามา ก็ถือว่าการทำงานศิลปะสร้างสรรค์ของเราประสบความสำเร็จไปขั้นหนึ่งแล้วละค่ะ”

ข่าวอื่นๆ