ปิยะ ยอดมณี เราตั้งใจจะทำให้ทุกอย่างดีที่สุด

  • วันที่ 18 ส.ค. 2561 เวลา 14:10 น.

ปิยะ ยอดมณี เราตั้งใจจะทำให้ทุกอย่างดีที่สุด

เรื่อง : อณุสรา ทองอุไร  ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

วันนี้ฝ่าการจราจรอันแน่นขนัดแต่เช้าตรู่ โชคดีที่รถไม่ติดมาตามนัดแบบสบายๆ ไม่เร่งรีบ มาสัมภาษณ์ผู้บริหารสายการบินโลว์คอสต์ที่ไม่ค่อยจะยอมออกสื่อสักเท่าไหร่นัก เขานั่งรอที่ห้องทำงานด้วยหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสท่าทางใจดี มีเวลาให้ซักถามอย่างเป็นกันเองไม่รีบเร่ง ตอบทุกคำถามอย่างตรงไปตรงมาและดูจริงใจ

เริ่มคำถามว่ารับตำแหน่งผู้บริหารที่นกแอร์มาเกือบจะครบปีแล้ว แต่ไม่ค่อยให้สัมภาษณ์สักเท่าไหร่เลย ถือว่าเปิดตัวออกสื่อน้อยกว่าผู้บริหารคนก่อนๆ เขายิ้มใจดีตอบว่า ก็พูดไม่เก่ง นานๆ ออกสื่อสักทีกันลืมก็พอแล้ว ออกบ่อยๆ ประเดี๋ยวจะเบื่อกัน

“เวลาที่นึกถึงนกแอร์ เราไม่อยากให้ผูกติดกับคน แต่อยากให้นึกถึงภาพการเป็นสายการบินโลว์คอสต์แอร์ไลน์ของคนไทย นึกถึงการบริการที่ดีและเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่สดใส มีความเป็นไทย มีความเป็นกันเองและเรื่องการตรงต่อเวลา ซึ่งแน่นอนว่านี่เป็นปัญหาที่เราพยายามจะแก้ไขให้ดีที่สุด

ตอนนี้ก็ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะ แม้จะยังไม่ 100% แต่ถ้าแก้ปัญหาไปได้สัก 90% ก็ยังดี เพราะในแง่การบริหารงานแล้วมันยากที่จะเอาเครื่องมาจอดรอสำรองไว้เวลาที่มีปัญหานั้น มันยากที่จะทำได้ แต่เราก็ไม่เคยนิ่งนอนใจกับปัญหานี้ คือพยายามแก้ให้เหลือน้อยที่สุดหรือไม่มีปัญหาอีกเลย” เขากล่าวอย่างตั้งใจกับปัญหาที่พบเจออยู่บ่อยครั้ง

นั่นคือคำยืนยันอันหนักแน่นของ ปิยะ ยอดมณี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินนกแอร์

เขาบอกว่าหลังจากที่มารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของนกแอร์ได้ 11 เดือน ก็ถือว่าไม่ใช่งานง่าย ไม่ใช่งานที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ ในสถานการณ์ที่ตลาดการบินโลว์คอสต์มีการแข่งขันที่สูงมาก แถมบริษัทยังมีการขาดทุนสะสมมาด้วย ความคาดหวังต่างๆ จึงไม่ง่าย เขาจึงต้องมาเรียงลำดับความสำคัญอะไรควรทำก่อนหลัง

แต่ในความโชคร้ายก็มีความโชคดี ด้วยความที่เขาทำงานในธุรกิจการบินมา 30 กว่าปีตั้งแต่เรียนจบมาจากอเมริกา การบินไทยเป็นสถานที่ทำงานแห่งแรกที่เขาอยู่มาเกือบ 20 ปี ก่อนที่จะมาบุกเบิกนกแอร์ ซึ่งเขาเล่าถึงที่มาในการเริ่มต้นนกแอร์เมื่อ 14 ปีที่แล้วว่า เขาเห็นข่าวมีการตั้งสายการบินโลว์คอสต์ทางยุโรปเมื่อปี 2000 แล้วก็คิดว่าอีกหน่อยมันต้องมีในแถบเอเชียอย่างแน่นอน พร้อมทั้งยังเคยเล่าความคิดนี้ให้ผู้บริหารท่านหนึ่งฟัง แต่คุยแล้วก็เงียบกันไป จนในปี 2013 แอร์เอเชียมาเปิดโลว์คอสต์รายแรกในประเทศไทย

“ตอนนั้นเราจึงต้องขยับตัวแล้วอยู่เฉยไม่ได้ ก็เอาความคิดนั้นมาต่อยอด แล้วนกแอร์ก็เปิดตัวในปี 2014 เดิมชื่อบริษัทว่าสกายเอเชีย แต่ชื่อมันยาวและจำยาก ก็เลยต้องเปลี่ยนชื่อใหม่โดยมีโจทย์ 4 อย่าง คือ ชื่อต้อง สั้นง่ายได้ใจความ มีความเป็นไทย ฟังชื่อแล้วต้องว้าว และมีความเกี่ยวข้องกับการบิน ตอนนั้นคุณพาทีมาทำเรื่องโฆษณาและการตลาดให้บอกนกแอร์สิ ตอบโจทย์ได้ครบ 4 ข้อ แล้วเป็นชื่อเล่นของผม ที่เป็นผู้ดูแลโปรเจกต์ของโครงการนี้” เขาเล่าย้อนอดีตให้ฟัง เราจึงอดถามไม่ได้ว่าการบุกเบิกนกแอร์ ก็เริ่มโดยเขา ทำไมไม่รับตำแหน่ง CEO เสียเองเลย เขาตอบว่าเขาถนัดงานหลังบ้านจัดระบบโครงสร้างต่างๆ แล้วการที่เป็นลูกหม้อการบินไทยมาตลอด ความสดใหม่ในการมองธุรกิจนี้ คงสู้คนนอกที่มองเข้ามาไม่ได้ ก็เลยเชิญ พาที สารสิน ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของเขาตั้งแต่สมัยเรียนอนุบาล ซึ่งมาจากคนวงการโฆษณาและมีความเป็นนักการตลาดอยู่ด้วย น่าจะมีความสดใหม่กว่า และในแง่ของการเปิดตัวสร้างความจดจำ มีความเป็นกันเองเข้าถึงง่าย ซึ่งพาที สารสิน เขามีครบ ณ จุดนั้น

"คนเราควรเลือกจำแต่เรื่องดีๆ เถอะ เมื่อเจอปัญหาอุปสรรคก็ค่อยๆ แก้ไขกันไป พร้อมทั้งมองโลกในแง่ดีเข้าไว้ ไม่มีอะไรที่แก้ไขไม่ได้ ปัญหาทุกปัญหามีทางออกเสมอ แต่อาจจะต้องใช้เวลาบ้าง"

ย้อนมาถึงตำแหน่ง CEO ที่เขารับหน้าที่ในตอนนี้ สิ่งที่เขาพยายามจะผลักดันเป็นเป้าหมายระยะสั้นก็คือ การใช้เครื่องบินที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ให้คุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจ ซึ่งตอนนี้นกแอร์มีเที่ยวบิน 180 ไฟลต์/วัน มีเครื่องบินทั้งหมด 26 ลำ และตั้งแต่ปีหน้าจนถึงปี 2565 จะมีเครื่องบินใหม่เพิ่มเข้ามาอีกปีละ 2 ลำ เป็นโบอิ้ง 737 แมกซ์ ซึ่งในจำนวนเครื่องบินที่มีอยู่ถือว่าเพียงพอกับไฟลต์บินทั้งหมดที่มีอยู่ในตอนนี้ และปลายปีนี้จะเพิ่มเที่ยวบินใหม่ไปอินเดียอีก 2 เส้นทาง ซึ่งยังไม่ได้สรุปว่าจะเป็นเมืองใด

“เราก็อยากจะเปิดเส้นทางการบินใหม่ๆ เพิ่มเรื่อยๆ นะ แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะการเพิ่มแต่ละรูทนั้น ต้องใช้งบประมาณในการประชาสัมพันธ์ทั้งที่บ้านเราและโฆษณาไปยังประเทศที่เราเปิดเส้นทางใหม่อย่างน้อยเส้นทางละ 40-50 ล้านบาท ทุกอย่างเป็นค่าใช้จ่ายที่เราต้องระมัดระวัง อีกทั้งราคาน้ำมันที่ขึ้นเรื่อยๆ ก็เป็นต้นทุนที่เราต้องแบกรับ การทำธุรกิจสายการบินตอนนี้ไม่ง่าย การแข่งขันรุนแรงมาก แถมเวลามีข่าวลบอะไรแม้นิดเดียว โลกโซเชียลก็แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วแบบเหลือเชื่อ บ่อยครั้งก็พูดไปต่างๆ นานา เกินเลยข้อเท็จจริงไปก็เยอะ”

อีกสิ่งที่เขาต้องการเน้นย้ำก็คือ เปิดทางเลือกให้กับลูกค้าในการตัดสินใจเลือกซื้อหรืออำนวยความสะดวกต่างๆ ให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้โดยง่าย เช่น ซื้อหรือเช็กอินผ่านออนไลน์ ผ่านเอทีเอ็ม ด้วยระบบ SMS สร้างแอพการใช้งานให้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้นสามารถตัดสินใจเลือกซื้อและจ่ายเงินได้ภายใน 5 นาที

รวมทั้งมีบริการให้เลือกใช้ได้หลากหลายยิ่งขึ้น เช่น นกเลือกได้ จะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท 1.บินเบาๆ จะมีราคาถูกที่สุด 2.บินสบาย โหลดกระเป๋าสัมภาระได้ 20 กิโลกรัม (เส้นทางต่างประเทศ) และ 15 กิโลกรัม (เส้นทางในประเทศ) 3.บินเพลิดเพลิน ที่จะเพิ่มการบริการอาหารร้อนบนเที่ยวบินด้วย

“เราอยากให้การบริการของนกแอร์จะเปลี่ยนไป ผู้ใช้บริการจะได้รับความประทับใจมากขึ้น และคนไทยจะต้องจดจำภาพนกแอร์ในอีกรูปแบบหนึ่ง ในมุมที่ดีที่นกแอร์ได้รับรางวัล สายการบินโลว์คอสต์ที่ดีที่สุดของประเทศไทยประจำปี 2018 พิจารณาจากผลโหวตจากผู้โดยสารทั่วโลก จัดโดยสกายแทร็กซ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยบริการการบินชั้นนำของอังกฤษ”

สำหรับปัญหาอุปสรรคในการทำงานที่เขาพบตลอด 10 ปีของการทำงานช่วงหลังๆ มานี้ เขาบอกว่ามันก็มีเป็นธรรมดา แต่เขาไม่อยากจำ คนเราควรเลือกจำแต่เรื่องดีๆ กันเถอะ

“เมื่อเจอปัญหาอุปสรรคก็ค่อยๆ แก้ไขกันไป พร้อมทั้งมองโลกในแง่ดีเข้าไว้ ไม่มีอะไรที่แก้ไขไม่ได้ ปัญหาทุกปัญหามีทางออกเสมอแต่อาจจะต้องใช้เวลาบ้าง บางเรื่องแก้ได้เร็ว บางเรื่องแก้ได้ช้า ซึ่งเขาพร้อมแก้ทุกเรื่องตามลำดับความสำคัญ เพราะเขาตั้งใจแก้ไขให้ดีที่สุด อยากให้ลูกค้าทุกคนมีความประทับใจมากที่สุดเช่นกัน”

ส่วนผู้บริหารที่ดีในความเห็นของเขานั้นก็คือ อย่าหนีปัญหามีอะไรเข้ามาก็ต้องเผชิญหน้าแก้ปัญหากันไป ที่สำคัญก็คือผู้นำที่ดีต้องมีความยุติธรรม ยึดมั่นในหลักการมีความเป็นมิตร และพร้อมสนับสนุนลูกน้องและทีมงาน ให้มีความรู้ความสามารถกล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ

“มองลูกน้องเหมือนเป็นลูกหรือคนในครอบครัว ที่มีความปรารถนาดี ให้เติบโตประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แม้เขาจะไม่ได้อยู่กับเราแล้วก็ตาม ยิ่งลูกน้องเก่ง คนเป็นหัวหน้าก็จะสบายและภาคภูมิใจไปด้วย ว่าฝึกลูกน้องให้มีความเป็นมืออาชีพ เหมือนคนเป็นครูที่มีความสุขที่เห็นลูกศิษย์ได้ดี”

แม้จะเป็นผู้บริหารที่มีงานล้นมือ แต่ปิยะก็พยายามหางานอดิเรกที่ชื่นชอบทำ "เราผ่านโลกมามากพอจนรู้ว่า สุขภาพที่ดีนั้นสำคัญที่สุด รวยแต่สุขภาพไม่ดี เงินที่มีก็ไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลหมด ตอนนี้ขอสุขภาพดีไว้ก่อนเลย" ก็คือ การถ่ายรูปดอกไม้ ใบไม้ ธรรมชาติทิวทัศน์ จนสร้างอินสตาแกรมนำเสนอรูปที่เขาถ่ายใช้ชื่อเพจว่า Nokpiya รวมภาพถ่ายฝีมือดีที่เขาถ่ายเองไว้เปน็ จำนวนมาก นอกจากนี้เขายังมีงานอดิเรกอีกอย่างที่ชอบมากๆ ก็คือการเพาะ Broccoli Sprouts คือการเพาะผักในสวนขวดเพื่อทำเป็นผักสลัดเอาไว้ทานเอง

“ระยะหลังนี้ผมสนใจเรื่องสุขภาพอยากมีสุขภาพดี แต่ไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกายก็เลยมาเลือกกินอาหารสุขภาพให้มากขึ้น มาลองเพาะผักในขวดหลายๆอย่างสนุกดี มีผักสะอาดๆ ไว้ทานเอง จนคิดว่าถ้าหลังเกษียณจากงานตรงนี้แล้ว ผมอยากจะเปิดร้านอาหารเพื่อสุขภาพ เสิร์ฟแต่อาหารสุขภาพ ไม่ผ่านการปรุงแต่งมาก

อาหารทุกจานที่ทำมาคุณจะรู้ได้ทันทีว่ามันมาจากอะไร เราจะไม่ทำอาหารแปรรูปที่คุณไม่รู้ว่ามันเคยเป็นอะไรมาก่อน ในวัย 50 กว่าๆ นี่เราผ่านโลกมามากพอจนรู้ว่าสุขภาพที่ดีนั้นสำคัญที่สุด รวยแต่สุขภาพไม่ดี เงินที่มีก็ไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลหมดดังนั้นตอนนี้ขอสุขภาพดีไว้ก่อนเลย”

ปิยะ จึงหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องอาหารสุขภาพในแง่มุมต่างๆ มีเวลาว่างก็หัดทำอาหารสุขภาพซ้อมมือไปพลางๆ ก่อนจะได้เปิดร้านจริง หลังจากสัมภาษณ์เสร็จเขาก็นกะหล่ำม่วงดอง สไตล์เยอรมันที่เรียกว่า Sauerkraut (ซาวเคราท์) ที่เขานำมาให้ลูกน้องแบ่งมาให้ชิมด้วย บางทีเขาก็หัดลองทำกิมจิเล่นๆ ที่บ้าน

กะหล่ำม่วงดองสไตล์เยอรมัน "ซาวเคราท์

สิ่งที่ปิยะอยากทำมากที่สุดตอนนี้ก็คือ การมีเวลาไปออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานบ้าง แต่ยังทำไม่ได้ เพราะไม่มีเวลาว่างมากพอ จึงทำได้แค่เดินเร็วบนลู่วิ่งที่บ้านเท่านั้น อีกทั้งในระยะนี้ก็วุ่นวายอยู่กับการเตรียมส่งลูกสาวทั้งสองคนไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกาปลายเดือนนี้

“ส่งลูกไปเรียนเสร็จกลับมานี่ อาจจะต้องเอาเรื่องปั่นจักรยานให้จริงจังขึ้นแล้วเพราะสุขภาพคือเรื่องที่เราต้องทำเองให้คนทำ แทนไม่ได้(หัวเราะ) ต้องลงมือทำจริงจังแล้ว” เขากล่าวอย่างมุ่งมั่น

 

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต

ข่าวอื่นๆ