‘ชีวิตไม่ปรุงแต่งของหนุ่มมาดเซอร์’

  • วันที่ 21 ก.ค. 2558 เวลา 10:26 น.

‘ชีวิตไม่ปรุงแต่งของหนุ่มมาดเซอร์’

โดย...วราภรณ์ ผูกพันธ์ ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ทวีฤทธิ์ จุลละทรัพย์ วัย 31 ปี หนุ่มหล่อครบเครื่องทั้งชาติตระกูลและการศึกษาดีกรีหนุ่มนักเรียนนอก ทายาทนักแสดงชื่อดัง ประกอบกูล บุญศิริ หรือเนรัญชลา เถลิงศักดิ์ และหลานปู่ของ พล.อ.อ.ทวี จุลละทรัพย์ทวีฤทธิ์สวมหมวกมาแล้วหลายใบทั้งดีเจรายการวิทยุ นายแบบโฆษณาสุดเท่กับชิ้นงานล่าสุดคือ Mazda CX-5 แต่งานหนึ่งที่เขารู้สึกภูมิใจมากๆ คือ การเป็นนักแสดงที่ล่าสุดเขาแสดงฝีมือฉกาจในภาพยนตร์ระดับนานาชาติเรื่อง Twilight over Burma หรือ “สิ้นแสงฉาน” ชีวิตจริงราวกับซินเดอเรลลาชาวออสเตรียที่พบรักกับเจ้าจ่าแสงแห่งรัฐฉาน ประเทศพม่า ซึ่งเกิดเรื่องราวความรัก ความเสียสละเพื่อประชาชนของพระองค์มากมาย ภาพยนตร์มีกำหนดไปฉายรอบพรีเมียร์ที่เบอร์ลิน เยอรมนี และอเมริการาวเดือน ส.ค.นี้

ลองไปสัมผัสชีวิตอดีตหนุ่มนักเรียนนอกผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการบันเทิงนาน 5 ปีให้มากขึ้น ด้านประวัติการเรียนทวีฤทธิ์ศึกษาจบปริญญาตรีด้านดนตรีที่ Thames Valley เอกกีตาร์ ซึ่งการใช้ชีวิตนาน 10 ปีในอังกฤษของเขาเต็มไปด้วยรสชาติที่เข้มข้นและต้องใช้ความอุตสาหะมากมาย

 

“ตอนมัธยมต้นผมเรียนที่ราชวินิตวิทยาลัย จากเดิมผมอยู่กับคุณแม่และคุณตาที่ผมรักมากๆ เพราะท่านใจดีและขยันทำงานมาก พอผมเรียนชั้นมัธยมหนึ่งคุณปู่ก็เสีย คุณพ่อเลยชวนผมกับพี่สาวสองคนไปเที่ยวที่ลอนดอน แล้วผมในวัย 11 ปีก็ได้ไปเรียนโรงเรียนประจำที่ Aldenham School ในชั้นมัธยมสอง ซึ่งเป็นโรงเรียนเก่าที่คุณพ่อเคยเรียน แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้คุณพ่อส่งผมเรียนถึงประมาณชั้นมัธยม 5 จากนั้นผมไม่อยากรบกวนคุณแม่มาก จึงออกจากโรงเรียน ตอนนั้นสองจิตสองใจว่าจะกลับเมืองไทยหรือเรียนต่อที่อังกฤษดี สุดท้ายตัดสินใจไปเรียนต่อด้านดนตรีที่นั่น เพราะตอนเรียนโรงเรียนประจำมีเฮาส์ มิวสิค คอมเพททิชั่นชื่อ Mcgill’s เป็นการแข่งขันเล่นดนตรีระหว่างบ้านเหมือนในหนังแฮร์รี่ พอตเตอร์เลย มีแข่งดนตรีทุกปี ผมเล่นเบส ปีที่ผมเรียนชั้นมัธยม 5 บ้านผมได้รางวัลชนะเลิศ จากที่ชอบด้านประวัติศาสตร์โลกจึงเบนเข็มมาเรียนด้านดนตรีดีกว่า แล้วเด็กหนุ่มวัย 18 ปีอย่างผมก็เรียนไปด้วยทำงานล้างจานและเสิร์ฟที่ร้านอาหารไทยชื่อศาลาไทยของคุณแม่ติ๋วซึ่งใจดีมากๆ ที่ช่วยเหลือผมตลอด ท่านมีลูกสองคนก็ดีกับผมด้วยเช่นกัน ให้ทั้งที่อยู่และให้งานทำ จนผมสามารถส่งเสียตัวเองเรียนที่ Guitar Institute London จนจบดิปโพลม่า” และทวีฤทธิ์เรียนต่อในระดับปริญญาตรีเอกกีตาร์ที่ Thames Valley University ระหว่างที่เรียนและทำงานไปด้วยเขาได้ไปแสดงฝีมือเล่นเบสและกีตาร์ที่ร้านดังของอังกฤษชื่อ Ain’t nothing but the blues มาแล้ว

 

หลังจากใช้ชีวิตเรียนหนังสือและทำงานอยู่ที่อังกฤษนาน 10 ปี เขาย้ายกลับมาเมืองไทยเริ่มทำงานเป็นติวเตอร์ ครูสอนภาษาและก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงด้วยงานถ่ายแบบและก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงเต็มตัวด้วยการจัดรายการวิทยุ เล่นละครเรื่องแหม่มแก้มแดง ของผู้จัด พอฤทัย ณรงค์เดช และมีงานถ่ายโฆษณามากมาย ปัจจุบันนอกจากงานถ่ายภาพยนตร์ระดับอินเตอร์แล้ว เขายังมีงานละครไทยในฐานะนักแสดงอิสระ ได้แก่ หน้ากากนางเอกช่องเวิร์คพอยท์ และกำไลมาศ ทางช่อง 3 งานโฆษณาซีรี่ส์การบินไทยและแสดงซีรี่ส์คลับฟรายเดย์ค่ายเอไทม์

สำหรับชิ้นงานที่เขารู้สึกท้าทายในขณะนี้ คือ การได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์ระดับนานาชาติ ทำให้ทวีฤทธิ์ได้ใช้ภาษาอังกฤษ เป็นการทำงานที่เขารู้สึกอินมากๆ เพราะเขียนจากเรื่องราวชีวิตจริง

 “แค่เพียงเพื่อผลประโยชน์ พลังของการเอาเปรียบ คอร์รัปชั่นมีความโหดร้ายมากๆ ทำให้ผมรู้สึกอินกับเรื่องนี้ เจ้าจ่าแสงปกครองรัฐฉานนาน 9 ปี และทุ่มเทดูแลประชาชนของพระองค์เป็นอย่างดีและมีเมตตา ท่านได้พระราชทานที่ดินให้ชาวนาเพื่อทำกิน แต่มีทหารกลุ่มหนึ่งไม่พอใจจับตัวพระองค์ไปคุมขังและพระองค์ก็สิ้นในคุก ก่อนเสียท่านได้เขียนจดหมายส่งให้ชายาที่เป็นชาวออสเตรียพาลูกสองคนหนีไป เป็นเรื่องราวที่สนุกมากๆ” ภาพยนตร์เรื่องนี้มีกำหนดจะไปฉายที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ในปีหน้า แต่เร็วๆ นี้กำลังจะมีงานพรีเมียร์ที่เยอรมนีและอเมริกา

การร่วมงานในระดับอินเตอร์ ทวีฤทธิ์บอกว่าไม่ได้ได้มาง่ายๆ เขาต้องใช้ความอุตสาหะมากๆ โดยยึดหลักคือหากมีโอกาสที่ดีหยิบยื่นมาต้องคว้าเอาไว้และทำให้ดีที่สุด

“ผมยังไม่ใช่นักแสดงที่เก่งมาก แต่ผมคิดว่าทุกคนทำได้ ผมแค่มีโอกาสมีความพร้อมด้านภาษาเท่านั้นเอง” การทำงานระดับอินเตอร์ให้ประสบการณ์ที่ดีและทำให้ทวีฤทธิ์เรียนรู้ว่า การทำงานระดับอินเตอร์นั้น นักแสดงไม่ต้องทำอะไรมากไปกว่าการอ่านบท ทำการบ้านให้เข้มข้นในฐานะนักแสดง นักแสดงแค่ทำหน้าที่นักแสดงอย่างเดียว ทำให้เขามีสมาธิกับบทและทุ่มเทให้กับการแสดงเท่านั้น

 

“โชคดีที่ผมได้ด้านภาษาทำให้ผมสื่อสารได้อย่างเป็นธรรมชาติ อีกทั้งยังเป็นการทำงานที่ตรงต่อเวลา ผมมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า บทจะเลือกนักแสดงเอง ผมแค่สามารถเล่นหนังได้ และผมยังเชื่อว่า ไม่มีคำว่าบังเอิญ สวรรค์ได้ลิขิตมาแล้ว นักแสดงที่ดีต้องพัฒนาตัวเอง ผมเรียนแอ็กติ้งเพิ่มโดยใช้วิธีศึกษาจากครูต่างชาติที่สถาบันบีฟลอร์ เธียเตอร์ ทองหล่อ เป็นเหมือนโรงละครเวที ทำให้ผมได้ฝึกการมูฟเมนต์เพราะการแสดงละครเวทีเราต้องใช้พลังงานและไม่สามารถคัตได้ เราต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ ไหวพริบในการแสดงมาก”

หนุ่มในฝันคนนี้ กล่าวว่า เขาจำกัดอาชีพของตนเองว่าเขาไม่ใช่ดารา แต่เป็นนักแสดงอาชีพ เพราะเขารู้สึกมีความสุขกับงานด้านการแสดงเพราะเป็นงานที่มีเสน่ห์ รู้สึกสนุกกับบทบาททุกชิ้นงานที่ได้รับ

“ทำงานทุกงานเราต้องรู้สึกสนุกกับมันให้ได้มากที่สุด เพื่อเราจะได้รู้สึกไม่เครียด ถ้าเครียดก็จะทำผลงานได้ไม่ดี ถ้าเราทำงานแล้วมีแรงบันดาลใจจะทำให้เราเห็นภาพเราต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งระหว่างที่มีงานแสดงผมยังร่วมทำธุรกิจฟู้ด ทรัคส์ โดยร่วมหุ้นกับเพื่อนสาวคนพิเศษที่สนิทที่สุดของผมตอนนี้ทำธุรกิจขายแซนด์วิชสไตล์อเมริกัน โดยไปขายตามอีเวนต์ต่างๆ โดยเรามีแฟนเพจ แฟนๆ สามารถติดตามไปอุดหนุนเราได้ แต่เราขายกันประจำที่เดอะ ลอฟท์ เอกมัยครับ”

ธุรกิจด้านขายอาหารก็กำลังรุ่ง แต่ทวีฤทธิ์ยังมีความฝันด้านงานแสดงว่าเขาอยากทำงานแสดงไปเรื่อยๆ บทจะเล็กจะใหญ่ไม่สำคัญ เพราะเขามองว่าทุกชิ้นก็คืองาน

“จริงๆ ผมเล่นบทเป็นพ่อได้ เพราะผมไม่ได้ต้องการชื่อเสียง การมีชื่อเสียงก็ดี แต่มันต้องแลกมาด้วยหลายอย่าง ผมค่อนข้างมีความเป็นศิลปินอยู่ในตัว ผมจึงไม่ชอบการถูกควบคุม แต่เราให้เกียรติกันในการทำงาน งานแสดงไม่มีอะไรที่ยั่งยืน แต่ผมอยากทำงานที่ให้อะไรกับใครบ้าง เช่น หากเราแสดงได้ดีคนที่ดูก็มีความสุข หรือเล่นดนตรีผู้ฟังก็รู้สึกเพลิดเพลิน ผมไม่ชอบสร้างภาพตนเองให้สวยงาม ผมชอบชีวิตเรียบง่าย ได้พักผ่อนอยู่ในห้องส่วนตัว จะให้ผมมานั่งสร้างข่าวเพื่อให้ตัวเองโด่งดังผมก็ไม่ทำครับ” นอกจากเป็นนักแสดงมืออาชีพที่ไม่เกี่ยงบทบาทที่ได้รับแล้ว เขายังมีงานถ่ายแบบและงานโฆษณาออกมาอยู่อย่างสม่ำเสมอ ล่าสุดกับการเป็นพรีเซนเตอร์ภาพยนตร์โฆษณามาสด้าตัวล่าสุด ซึ่งบางชิ้นงานต้องโชว์ซิกซ์แพ็กสุดเท่ ดังนั้นการดูแลเรื่องรูปร่างและการกินอาหารเขาก็ต้องใส่ใจอยู่อย่างสม่ำเสมอ

 

“ผมคิดว่านอกจากการมีรูปร่างที่ดีแล้ว เสน่ห์ของผู้ชายยังอยู่ตรงเรามีความแมนพอหรือเปล่า แมนในที่นี้คือความเป็นสุภาพบุรุษไม่ทำร้ายไม่ใช้กำลังกับผู้หญิง ซึ่งผมได้เรียนรู้จากคุณพ่อและคุณตา ท่านสอนเสมอเรื่อง เป็นผู้ชายต้องเป็นสุภาพบุรุษ มีความรับผิดชอบ เรื่องรูปร่างหน้าตาผมจะออกกำลังกายถ้ามีเวลาว่างก็วิ่งบนลู่ แต่ผมชอบวิ่งเอาต์ดอร์ในละแวกบ้านย่านฝั่งธน ผมชอบเล่นบอดี้เวต วิดพื้น โหนบาร์ หรือเข้ายิมบ้าง ถามว่าผมให้ความสำคัญกับรูปร่างหน้าตามากน้อยแค่ไหน ขอตอบว่าให้ความสำคัญกับหน้าตาผิวหน้า 70% เพราะผมต้องใช้ผิวหน้าหน้าตาผิวพรรณในการแสดง แต่ผมว่าการกินก็สำคัญ ผมจะเลือกกินอะไรที่เข้ากับร่างกายผม เช่น ผมแพ้นมโค ก็จะหลีกเลี่ยง การกินสำคัญเวลาเราออกกำลังกายเข้าไปจะไปช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ผมเลือกกินตามธรรมชาติไม่ได้คร่ำเคร่งว่าต้องกินแต่อกไก่กับไข่เป็นส่วนใหญ่ แต่ถ้างานไหนต้องโชว์กล้ามเนื้อหรือซิกซ์แพ็กเช่นเรื่องบางระจัน ผมก็ต้องออกกำลังกายเยอะ หรือเรื่องสิ้นแสงฉานต้องมีตอนที่ถูกขังคุกเพื่อให้อินกับบท ผมจึงไม่กินข้าวในช่วงนั้น ปรากฏร่างกายอ่อนเพลียมาก ก็เลยคิดว่าวิธีที่ทำให้เราอินกับบทแบบนั้นไม่เวิร์กก็เลยกินตามปกติ แต่ผมโชคดีที่ร่างกายเบิร์นเร็วเพราะเหงื่อออกง่าย”

เห็นเป็นหนุ่มหล่อเท่แบบนี้ก็ต้องมีคนรู้ใจเป็นธรรมดา อย่างไรก็ดีสเปกสาวที่ทวีฤทธิ์ชื่นชอบมากเป็นพิเศษคือ ลุคภายนอกไม่สำคัญเท่านิสัยและจิตใจที่อยู่ภายใน

“ลุคภายนอกจะชาติอะไรก็ได้ ขอให้ลุคเขาดูแล้วเราหวั่นไหว มันเป็นความรู้สึกภายใน ซึ่งผมมองว่านิสัยสำคัญมาก ความน่ารักเป็นมิตร ดูเป็นธรรมชาติ ใจดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่จิตใจดี ส่วนรูปลักษณ์ภายนอก ไม่ต้องหุ่นนางแบบมากแต่ก็ต้องดูแล แม้ลุคผมจะดูเหมือนคนเจ้าชู้แต่ผมจะคบทีละคน ไม่เคยคบซ้อน ความคิดของผมตอนอายุ 31 ก็มีมุมมองที่เมื่อถึงจุดหนึ่ง ซึ่ง ณ ปัจจุบันผมไม่ชอบไปไหน ชอบอยู่บ้าน ถ้าว่างจริงๆ ชอบไปต่างจังหวัด ถ้าไม่จำเป็นไม่ชอบดื่ม ไม่ชอบสังสรรค์ เพราะผมไม่ใช่คนปาร์ตี้ ว่างๆ ผมก็ชอบฟังเพลงแนวบลูแนวเพลงยุค 70-90 ซึ่งผมก็ชอบชีวิตเรียบง่ายแบบนี้ครับ”

ข่าวอื่นๆ