‘วินเทจ’ สไตล์สุดเลิฟ เนตรดาว วัฒนะสิมากร

วันที่ 29 ต.ค. 2557 เวลา 09:21 น.
‘วินเทจ’ สไตล์สุดเลิฟ เนตรดาว วัฒนะสิมากร
โดย...วรากรณ์

นักออกแบบสาวสไตล์อินดี้ มี่-เนตรดาว วัฒนะสิมากร ถือเป็นนักออกแบบยุคแรกๆ ที่สร้างแบรนด์ด้วยการนำชื่อเล่น “มี่” ของตนเอง มาเติมคำว่า “แลนด์” เข้าไป กลายเป็น “Landmee” ดินแดนแห่งเสื้อผ้าของมี่่่่ แบรนด์เสื้อผ้าสไตล์วินเทจที่ครองใจแฟชั่นนิสต้ามาครบ 12 ปีเต็มในปีนี้  ปัจจุบันเนตรดาวสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งมากขึ้น โดยขยายถึง 2 สาขา สาขาแรกสยามสแควร์ เพราะย่านนี้เป็นแหล่งรวมวัยรุ่นมากที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ล่าสุดกับสาขาที่ 2 เธอภูมิใจเปิดเป็นแฟล็กชิปสโตร์แห่งแรกของเธอตั้งอยู่ที่ สยามสแควร์วัน ชั้น 2 ร้านเสื้อผ้าสไตล์อินดี้ แฮนด์เมด เสื้อผ้าที่่โดดเด่นด้วยดีเทลการปักลวดลายและการนำผ้าลูกไม้และยีนส์มาประกอบเป็นเสื้อผ้า อันถือเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ที่่เนตรดาวสอดแทรกไว้ในแต่ละคอลเลกชั่นของแบรนด์มาตลอด

เนตรดาว เล่าถึงการทำแบรนด์ในระยะเริ่มแรก ที่ในสมัยนั้นอาชีพดีไซเนอร์ยังไม่นิยมเหมือนเช่นสมัยนี้ และเธอเริ่มจากจุดเล็กๆ แต่แบรนด์เติบโตอย่างน่าทึ่ง ด้วยการเริ่มทำเสื้อผ้าเพนต์ดีไซน์ลวดลายเองตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือ รวมทั้งออกแบบเครื่องประดับสร้อยคอ ต่างหู ทำมือ ฝากของร้านของเพื่อนที่จตุจักร ปรากฏลูกค้าชอบมากๆ โดยเฉพาะลูกค้าต่างชาติ สิงคโปร์ จีน มีลูกค้าชาวสิงคโปร์ชวนไปเปิดสาขาที่นั่น แต่เธอตอบปฏิเสธ เพราะตั้งใจทำตามความชอบที่หลงใหลในการทำเสื้อผ้าด้วยการตัดเย็บรูปแบบอินดี้ผสมผสานความพิถีพิถันของงานฝีมือ ไม่ใช่ทำเพื่อการพาณิชย์ที่ผลิตทีละมากๆ เพราะงานแต่ละชิ้นเธอคิดว่ามันก็คืองานศิลปะงานหนึ่ง จึงต้องให้ช่างเย็บ ช่างปักใส่ใจใส่รายละเอียดของเสื้อผ้าแต่ละชิ้นจนมีลูกค้าเห็นคุณค่าของงานซึ่งล้วนเป็นสาวไซส์เล็กทั้งนั้น อาทิ ขวัญข้าว เศวตวิมล ชลิตา เฟื่องอารมย์ ปณิตา ธรรมวัฒนะ เป็นต้น

“มี่เริ่มต้นสร้างแบรนด์จากเครื่องประดับเพราะไม่ต้องลงทุนมาก เช่น นำกระดุมที่เหลือมาปักประดิษฐ์ แต่เป็นงานที่ต้องใช้ฝีมือ พอขายเครื่องประดับได้ก็นำมาซื้อผ้าตัดเสื้อต่อ ภายใน 3 เดือนก็ได้เงินก้อนหนึ่งมาซื้อผ้าตัดเสื้อเพิ่มมากขึ้น จากคุณพ่อที่ไม่เห็นดีเห็นงามกับความชอบของมี่ แต่เห็นความตั้งใจจริง พ่อจึงให้เงินลงทุนมาอีกเล็กน้อย”

ที่่่เนตรดาวมุ่งมั่นที่จะทำตามความชอบ เพราะเธอชอบงานฝีมือมาตั้งแต่เด็กๆ ตอนเด็กๆ เธออยู่บ้านคุณยายซึ่งน้าสาวก็เรียนศิลปะ เธอจึงได้เห็นงานฝีมือประดิษฐ์น้าสาวมาตั้งแต่เด็กๆ และซึมซับมาโดยไม่รู้ตััว

“ตอนทำแบรนด์ใหม่ๆ หลักๆ คือมี่อยากพิสูจน์ตัวเองที่ถึงแม้เราจะเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ แต่เราก็สามารถสร้างแบรนด์เสื้อผ้าของเราได้ มี่อยากเป็นนายตัวเอง ทำงานด้านเสื้อผ้าแล้วมีความสุข แม้ไม่รู้ว่าผลตอบรับจะออกมาดีหรือไม่ แต่โชคดีที่บังเอิญคนชอบเสื้อผ้าที่เราทำ ลูกค้ายุคแรกๆ ปัจจุบันก็ยังเป็นลูกค้าของเรา แล้วก็ชวนลูกๆ มาซื้อด้วย”

สำหรับคอลเลกชั่นล่าสุด Landmee’ Drunk in Love Autumn winter 2014 นี้ เสื้อผ้าจะมีกลิ่นอายของยุค 70 ซึ่งเป็นยุคที่ผู้คนมีความเป็นตัวของตัวเองสูง เต็มไปด้วยอิสระในการใช้ชีวิต ล้วนเป็นแรงบันดาลในการสร้างสรรค์เสื้อผ้าคอลเลกชั่นล่าสุดนี้ขึ้นมา ก็ยังไม่ทิ้งกลิ่นอายของเนตรดาว นั่นคือ การนำผ้าลูกไม้ การปักมาผสมกับยีนส์อยู่เช่นเดิม โดยยึดแนวทางหลักในการออกแบบ คือ ชอบแบบไหน ออกแบบแบบนั้น โดยใช้ความรู้ด้านศิลปะที่ตนเองร่ำเรียนมาออกแบบเอง เสื้อผ้าคอลเลกชั่นแต่ละคอลเลกชั่นที่เธอออกแบบจึงสะท้อนตัวตนของตัวเองค่อนข้างชัดเจน

“ตอนเราเด็กก็ออกแบบเสื้อผ้าเป็นสายเดี่ยว เสื้อยืดสกรีน ชุดแซ็กลูกไม้ แต่พอโตขึ้นเสื้อผ้าก็เป็นสาวมากขึ้น ซึ่งแรงบันดาลใจคอลเลกชั่นเกิดจากเราอยากทำคอลเลกชั่นเพื่อฉลองเปิดร้าน โดยแนวคิดทั้งหมดกลั่นกรองมาจากความเป็นเราทั้งหมด คือ เน้นงานปัก งานฝีมือ ยีนส์กับลูกไม้ของเราขายดีมาก เพราะนิยามความเป็นผู้หญิงของเรา คือ หวานปนเท่มีความมั่นใจ ใส่เสื้อผ้าของเราแล้วดูหุ่นดีขึ้น เราดึงความเป็นผู้หญิงออกมา ไม่หวานแต่เท่ ซึ่งลูกค้าก็ชอบ โดยมี่จะไม่อิงกระแสแฟชั่นโลกมากนัก เพราะดูแล้วเดี๋ยวจำแบบมาโดยที่เราไม่รู้ตัว พื้นฐานการคิดงานออกแบบของมี่ คือ ช่วงนั้นตัวเองอยากใส่อะไร ลูกค้าใส่แล้วจะสวยไหม ถ้ามี่ออกแบบให้ช่างตัดเสร็จแล้ว มี่จะลองใส่เอง ตัวเองใส่แล้วสวยไหม ถ้าใส่แล้วไม่สวย เราไม่เอาเลย เมื่อก่อนคิดอยากเรียนตัดเย็บเสื้อผ้าและออกแบบเพิ่มเติม แต่พอทำแบรนด์ของตัวเอง มี่จึงได้คิดว่าประสบการณ์จะสอนเราเอง ประสบการณ์การทำงานกับรสนิยมส่วนตัวสำคัญที่สุด ถ้าวันไหนรู้สึกตันๆ เราต้องให้กำลังใจตัวเอง ดูแมกกาซีนฝรั่งยุค 70 หรือปกแผ่นเสียงเก่าๆ ตามจตุจักรก็สามารถให้แรงบันดาลใจในการออกแบบกับเราได้”

แม้ปัจจุบันจะมีแบรนด์น้องใหม่ของยังดีไซเนอร์เกิดขึ้นมากมาย แต่เธอไม่ได้มองว่า ดีไซเนอร์รุ่นน้องๆ เป็นคู่แข่ง หนทางที่ดีที่สุด คือ เธอต้องแข่งกับตัวเอง และผลักดันให้ตัวเองทำให้ดีกว่าเดิม พัฒนารูปแบบบริการ การบริหารหน้าร้านให้ได้ดีมากแค่ไหน และเพื่อเป็นช่องทางในการให้ลูกค้าได้เห็นรูปแบบคอลเลกชั่นใหม่ๆ ของแลนด์มี่มากขึ้น เธอจึงมีการจำหน่ายทางออนไลน์เหมือนกัน เพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการให้สินค้าไปถึงลูกค้าได้ง่ายขึ้น

“มี่ไม่ได้แข่งกับใคร เสื้อผ้ามี่ก็ไม่ได้เปรี้ยว แต่ลูกค้าใส่แล้วหุ่นดี ใส่แล้วคนชม ดูสวยขึ้น ติดใจและกลับมาซื้อซ้ำอีก แค่นี้มี่พอใจแล้ว ส่วนร้านไหนจะขายดีเราก็ดีใจด้วย เราแค่ทำหน้าที่เจ้าของแบรนด์และดีไซเนอร์ให้ดีก็เพียงพอแล้ว”

คลุกคลีอยู่ในวงการแฟชั่นเมืองไทยมานานหลายปี เนตรดาวมองว่าผู้หญิงไทยยุคนี้แต่งตัวกันเก่งมากขึ้น มีความเป็นตัวของตัวเองสูง

“มี่อยากแนะนำสาวๆ ให้สนุกกับการแต่งตัว และเป็นตัวของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องแต่งตามใคร แค่รู้ว่าอะไรกำลังฮิตก็พอ เพราะมี่รู้สึกว่า ไม่มีอะไรอินหรือเอาต์ แค่เราแต่งตัวออกมาแล้วมั่นใจ เรามีความเป็นตัวของตัวเองแค่นี้ก็พอแล้ว แต่ถ้าแต่งตัวแล้วอินกับสมัยนิยม แต่กลับรู้สึกไม่มั่นใจก็ไม่มีประโยชน์ หากเราแต่งอะไรแล้วมั่นใจ คนจะมอง เพราะแฟชั่นมันหมุนวนไปเรื่อยๆ ปัจจุบันวินเทจได้รับความนิยม เราก็สามารถนำเสื้อผ้าของคุณแม่มาใส่ได้ เพราะวินเทจเป็นสไตล์ที่มี่หลงรัก”