posttoday

ชงเว้นค่าปรับเอสเอ็มอี

05 มีนาคม 2562

ชง สนช.ยกเว้นค่าปรับและเงินเพิ่ม ให้เอสเอ็มอีกระตุ้นทำ เปิดบัญชีเดียวรอบ 2 ช่วยกู้เงินแบงก์ง่ายขึ้น

ชง สนช.ยกเว้นค่าปรับและเงินเพิ่ม ให้เอสเอ็มอีกระตุ้นทำ เปิดบัญชีเดียวรอบ 2 ช่วยกู้เงินแบงก์ง่ายขึ้น

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ในวันที่ 7 มี.ค. 2562 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เว้นค่าปรับและเงินเพิ่มให้กับผู้ประกอบการ ที่ทำบัญชีเดียววาระ 2 และ 3 เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทำบัญชีเดียวให้ถูกต้องมากขึ้น โดยมีเงื่อนไขต้อง ส่งข้อมูลภาษีย้อนหลังรอบบัญชีปี 2559 และ 2560 ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยผู้ประกอบการที่สนใจต้องมาลงทะเบียนเข้าโครงการกับกรมสรรพากรภายในวันที่ 30 มิ.ย. 2562 หลังจากที่กฎหมายมีผลบังคับใช้

"การออก พ.ร.บ.บัญชีเดียวครั้งนี้ ต่างจากการออก พ.ร.ก.บัญชีเดียวที่ผ่านมา ที่เป็นเหมือนการนิรโทษกรรมไม่มีการตรวจสอบภาษีย้อนหลัง แต่การออก พ.ร.บ.ครั้งนี้ไม่ใช่การนิรโทษกรรมภาษี กรมสรรพากรยังมีอำนาจตรวจสอบภาษีย้อนหลัง และผู้เสียภาษียังต้องเสียภาษีที่จ่ายไม่ครบ แต่ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มและค่าปรับลดภาระผู้เสียภาษี โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2562 การยื่นกู้เงินจากสถาบันการเงินต้องใช้บัญชีเดียว ซึ่งมีเอสเอ็มอีอีกจำนวนมากยังไม่ได้ทำบัญชีเดียว ทำให้กู้เงินจากสถาบันการเงินไม่ได้" นายเอกนิติ กล่าว

ที่ผ่านมา การออก พ.ร.ก.ทำบัญชีเดียวมีผู้ประกอบการมาลงทะเบียนเข้าโครงการจำนวน 4.2 แสนราย และมี ไม่ผ่านคุณสมบัติหลุดจากออกโครงการไป 5-6 หมื่นราย ซึ่งการออก พ.ร.บ.ทำบัญชีเดียวรอบใหม่ จะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทุกรายเข้าโครงการอีกครั้ง

นายเอกนิติ กล่าวว่า การยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด.90/91 ปีภาษี 2561 ล่าสุดสิ้นเดือน ก.พ. 2562 มีผู้มายื่นแบบแล้ว 3.2 ล้านราย สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่มีผู้มายื่นแบบ 2.7 ล้านราย สาเหตุที่มีการยื่นแบบสูง เนื่องจากกรมสรรพากรปรับการให้บริการดีขึ้น โดยเฉพาะการยื่นแบบผ่านอินเทอร์เน็ต โดยมีผู้ยื่นแบบออนไลน์กว่า 3 ล้านราย หรือคิดเป็น 90% ในจำนวนนี้มีผู้ยื่นขอคืนภาษี 1.5 ล้านราย และกรมได้ทยอยคืนภาษีให้แล้วกว่า 1 ล้านราย ทั้งนี้ ตั้งเป้าหมายยื่นแบบภาษีในปีนี้ไว้ที่ 11 ล้านราย

ข่าวล่าสุด

เตรียมจัด ‘บางกอกเจมส์ ครั้งที่ 73’ ดันอัญมณีไทยสู่ฮับโลก คาดเงินสะพัด 150 ล้านดอลลาร์