"ราช กรุ๊ป” ตุนเงิน 1.13 หมื่นล้าน ลุยลงทุนครึ่งปีหลัง

วันที่ 14 ส.ค. 2563 เวลา 13:34 น.
"ราช กรุ๊ป” ตุนเงิน 1.13 หมื่นล้าน ลุยลงทุนครึ่งปีหลัง
“ราช กรุ๊ป”เดินหน้าลงทุนครึ่งปีหลังแผนอีก 1.13 หมื่นล้านบาท ลุ้น 3 ดีลโครงการใหม่รับรู้รายได้ เล็งขยายธุรกิจโทรคมนาคมรองรับวิถีใหม่จากวิกฤตโควิด

นายกิจจา   ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าผลการดำเนินงานในช่วง 6 เดือนแรก(ม.ค.-มิ.ย.) ปี 2563  บริษัทฯ มีรายได้รวม 20,767.79 ล้านบาท ประกอบด้วย รายได้จากการขายและบริการและรายได้ตามสัญญาเช่าการเงินของโรงไฟฟ้าที่บริษัทฯ ควบคุมจำนวน 18,321.55 ล้านบาท  ส่วนแบ่งกำไรของกิจการร่วมทุนและเงินปันผล จำนวน 2,194.56  ล้านบาท และรายได้จากดอกเบี้ยและอื่นๆ จำนวน 251.68 ล้านบาท

ทั้งนี้ฐานะการเงินของบริษัทฯ ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2563 มีสินทรัพย์รวมจำนวน 105,446.18 ล้านบาท หนี้สินจำนวน 46,332.34 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นจำนวน 59,113.84 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังมีศักยภาพทางการเงินที่แข็งแกร่ง ซึ่งสะท้อนจากอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน 0.46 เท่า อัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ (DSCR) 5.77 เท่า และอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น 7.97%

“ตามแผนการลงทุนของบริษัทฯ คาดว่าจะใช้เงินลงทุนโครงการใหม่และโครงการที่ได้ร่วมลงทุนแล้วประมาณ 15,000 ล้านบาท ในครึ่งปีแรกบริษัทฯ ได้ใช้เงินลงทุนแล้ว 3,700 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจำนวน 11,300 ล้านบาทจะใช้ลงทุนโครงการที่ลงทุนช่วงครึ่งปีหลัง โดยปัจจุบันบริษัทฯยังมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งที่สามารถรองรับการลงทุนเพิ่มขึ้นในอนาคต เพื่อสร้างมูลค่ากิจการของบริษัทฯให้เติบโตถึงเป้าหมายที่ 2 แสนล้านบาท ในปี 2566 ได้อย่างเต็มที่” นายกิจจา กล่าว

สำหรับในครึ่งหลังของปีนี้บริษัทฯจะเริ่มรับรู้รายได้จาก 3 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการส่วนขยายของโรงไฟฟ้านวนคร กำลังการผลิต 60 เมกะวัตต์ และกำลังผลิตไอน้ำ 10 ตันต่อชั่วโมง จำหน่ายไฟฟ้าให้กับลูกค้าในเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมนวนคร

2.โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมยานดิน กำลังการผลิต 214.2 เมกะวัตต์ ในออสเตรเลีย ซึ่งมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับบริษัท Alinta Sales Pty Ltd. และ3.โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อน Thang Long ในเวียดนามหลังจากที่บริษัทฯ ลงทุนในกองทุน An Binh Energy and Infrastructure Fund (ABEIF)

นอกจากนี้ บริษัทฯ จะเดินหน้าเจรจาการร่วมลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลักและพลังงานทดแทนต่างประเทศที่มีอยู่ในมือขณะนี้ โดยเฉพาะอินโดนีเซีย และเวียดนาม ซึ่งจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้อีก 400 เมกะวัตต์ และบรรลุเป้าหมายปีนี้ 537 เมกะวัตต์ได้ตามแผน

ส่วนธุรกิจระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน วางแผนที่จะสร้างฐานและขยายฐานลูกค้าเพื่อสร้างรายได้ของบริษัทร่วมทุนที่ดำเนินธุรกิจด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีดิจิทัล คือ บริษัท สมาร์ท อินฟราเนท จำกัด และบริษัท ติงส์ ออน เน็ท จำกัด ซึ่งการเติบโตของธุรกิจมีแนวโน้มที่ดีสืบเนื่องจากวิถีปกติใหม่หลังวิกฤติการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 

บทความแนะนำ