เล็งถอนชื่อนิติบุคคลกว่า 1.2 หมื่นรายออก หลังขาดส่งงบการเงิน

วันที่ 13 ก.ค. 2563 เวลา 11:45 น.
เล็งถอนชื่อนิติบุคคลกว่า 1.2 หมื่นรายออก หลังขาดส่งงบการเงิน
‘พาณิชย์’ ขีดชื่อนิติบุคคล 12,629 ราย เตรียมขึ้นสถานะเป็น‘ร้าง ทันที หลังปฏิบัติตัวไม่ถูกต้อง หวั่นประชาชนถูกหลอกลวงแอบใช้ข้อมูลหาประโยชน์

นายวุฒิไกร  ลีวีระพันธุ์  อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ออกประกาศสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร เรื่อง จะขีดชื่อห้างหุ้นส่วนบริษัทออกจากทะเบียนจำนวน 12,629 ราย เนื่องจากไม่ส่งงบการเงินต่อเนื่องเกิน3 ปี  และส่วนหนึ่งธุรกิจที่จดทะเบียนเลิกแล้วแต่ไมมีตัวผู้ชำระบัญชีทำการ  เพื่อปิดช่องทางผู้ไม่ประสงค์ดีนำข้อมูลเท็จไปหาประโยชน์

ทั้งนี้นิติบุคคลจำนวนดังกล่าวมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร แบ่งเป็น 2 กรณี คือ 1. กรณีไม่ส่งงบการเงินติดต่อกัน 3 ปี นับตั้งแต่ปี 2559-2561 ซึ่งเป็นเหตุให้เชื่อว่ามิได้ทำการค้าขายหรือดำเนินธุรกิจแล้ว พบว่ามีจำนวน 9,393 ราย

2. กรณีจดทะเบียนเลิกแล้วแต่ไม่มีตัวผู้ชำระบัญชีทำการอยู่หรือมิได้จัดทำรายงานการชำระบัญชี หรือมิได้ยื่นจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีต่อนายทะเบียนภายในระยะเวลา 3 ปี นับแต่เลิกห้างหุ้นส่วนบริษัท พบว่ามีจำนวน 3,236 ราย

สำหรับนิติบุคคลที่ตั้งอยู่ในต่างจังหวัด กรมฯ ได้ประสานงานสำนักงานพาณิชย์จังหวัดให้ตรวจสอบเพื่อจะได้ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกัน

นายวุฒิไกร กล่าวว่าขณะนี้กรมฯได้ประกาศรายชื่อนิติบุคคลผ่านทางเว็บไซต์ www.dbd.go.th หัวข้อ คู่มือทำธุรกิจ เลือกบริการข้อมูล เลือกจดทะเบียนธุรกิจ และเลือกประกาศถอนทะเบียนร้างและคืนสู่ทะเบียน ทั้งนี้ หากพ้นกำหนดเวลา 90 วันนับแต่วันที่ออกประกาศ นิติบุคคลดังกล่าวจะถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนและ  สิ้นสภาพนิติบุคคล เว้นแต่จะแสดงเหตุให้เห็นเป็นอย่างอื่น

อย่างไรก็ตามขอฝากไปยังนิติบุคคลถึงการจัดทำงบการเงินประจำปีและยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเพื่อแสดงฐานะทางการเงินและผลการดำเนินธุรกิจถือเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งที่สำคัญของห้างหุ้นส่วนและบริษัททุกรายที่จดทะเบียนจัดตั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หากนิติบุคคลไม่ปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวหรือมีเหตุอันเชื่อได้ว่าไม่ได้ทำการค้าขายหรือประกอบธุรกิจใดๆ

รวมไปถึงการไม่ยื่นงบการเงิน ไม่มีสำนักงานใหญ่ตามที่จดทะเบียนไว้ จดทะเบียนเลิกแล้วไม่ยื่นรายงานการชำระบัญชี หรือไม่จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีให้เสร็จสิ้น ซึ่งการกระทำต่างๆ เหล่านี้จะส่งผลเสียต่อผู้ที่สืบค้นฐานข้อมูลนิติบุคคลของกรมฯ และเข้าใจผิดว่านิติบุคคลดังกล่าวยังมีสถานะคงอยู่