เล็งปลดล็อคพืชสะเดา เป็นสารชีวภัณฑ์ ไม่ต้องขึ้นทะเบียน หนุนภูมิปัญญาท้องถิ่น

วันที่ 30 มิ.ย. 2563 เวลา 20:50 น.
เล็งปลดล็อคพืชสะเดา เป็นสารชีวภัณฑ์ ไม่ต้องขึ้นทะเบียน หนุนภูมิปัญญาท้องถิ่น
'มนัญญา' เดินหน้าเปิดทางเกษตรกรใช้สารชีวภัณฑ์ สารอินทรีย์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น สั่งย้ายบัญชีวอ. 2 เป็น วอ.1 เพื่อใช้ในแปลงเกษตรได้ หวังดันไทยเป็นครัวโลกยกสะเดาเป็นแม่แบบ ตั้งเป้าเสร็จภายในเดือนก.ค.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมวิชาการเกษตรทำรายละเอียดในการปลดล็อคผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรตามภูมิปัญญาไทยที่ถูกคุมไว้ในบัญชีวัตถุอันตรายชนิดที่ 2 หรือ วอ.2 เช่น สะเดา หรือจุลชีพของไทย มาอยู่ใน วอ.1 เพื่อให้เกษตรกรที่ประสงค์จะใช้ แค่แจ้งกรมวิชาการเกษตรเพื่อทราบเท่านั้น โดยต้องการให้ภูมิปัญญาไทยเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันให้เป็นครัวของโลกได้ โดยไม่ต้องพึ่งสารเคมีกำจัดแมลงที่นำเข้าเพียงทางเดียว  ซึ่งให้เวลาในการดำเนินการ 2 สัปดาห์ และสามารถขับเคลื่อนได้ภายในเดือนก.ค.นี้

ทั้งนี้การกำหนดให้สารชีวภัณฑ์ และสารอินทรีย์ ที่ใช้ทางการเกษตรในบัญชีบัญชี วอ.2 มาเป็น วอ.1 จะเป็นการเปิดทางเบื้องต้นเพื่อให้เกษตรกร ประชาชนหรือคนไทยทั่วไปและคนรุ่นใหม่ๆ สามารถคิดค้นพัฒนาสูตรต่างๆ ทางการเกษตรหรือ สารอินทรีย์หรือสารชีวภัณฑ์เพื่อใช้ในแปลงเกษตรกร ได้เพิ่มชนิดมีความหลากหลายมากขึ้น และเพื่อลดความกังวลของเกษตรกรที่มีการผลิตสารกำจัดแมลงเพื่อใช้กันเองในครัวเรือนหรือเป็นการทั่วไปโดยไม่ต้องกังวลว่าจะผิดกฎหมายตามพรบ.วัตถุอันตราย

"ประเทศไทยมีสมุนไพรกำจัดแมลงหรือวัชพืชหลายชนิด เช่นสารกำจัดแมลงที่นิยมคือสะเดา แต่ก็ปรากฏว่าสะเดาถูกจัดไว้ในบัญชีวัตถุอันตรายชนิดที่ 2 หรือ วอ. 2 ซึ่งอาจจะค้านกับความรู้สึกของคนไทย โดยทางวิชาการท้วงติงเรื่องความเข้มข้นหรือยกอุปสรรคต่างๆ มาทำให้การใช้ยากลำบาก และเกษตรกรต้องมีการแจ้ง มีการขึ้นทะเบียน ซึ่งเห็นว่าเมื่อภูมิปัญญาไทยของเรามี ราชการมีหน้าที่อำนวยความสะดวก จะได้มีการนำมาใช้และเป็นการส่งเสริมสมุนไพรของบ้านเราด้วย ส่วนจะใช้สัดส่วนหรือปริมาณอย่างไรฝ่ายวิชาการก็ทำหน้าที่ แต่ไม่ใช่ปิดกั้นหรือห้าม ทำให้เกษตรกรไทยต้องพึ่งพาแต่ของต่างชาติ ต้องนำเข้าเพียงทางเดียว อนาคตเราอาจจะมีสารสกัดจากพืชชนิดเยี่ยมก็เป็นได้ ลดการเสียดุลทางการค้าและลดสารเคมีตกค้างในร่างกาย"น.ส.มนัญญากล่าว

อย่างไรก็ตามในเอกสารเผยแพร่ของกรมวิชาการเกษตร ระบุว่า วัตถุ อันตรายชนิดที่ 1 ไม่มีวัตถุอันตรายที่กรมวิชการฯรับผิดชอบ ส่วนวัตถุอันตรายชนิดที่ 2 คือวัตถุอันตรายที่การผลิต นำเข้า ส่งออกและมีไว้ในครอบครองจะต้องขึ้นทะเบียนและแจ้งดำเนินการกับกรมวิชาการเกษตรตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด อาทิ สารชีวภัณฑ์ เช่น บาซิลลัส ทูริงเยนซิส สารควบคุมการเจริญเติบโตของแมลง ไวต์ออยล์ หรือรีไฟน์ ปิโตรเลียมออย์ ผลิตภัณฑ์สารสกัดจากพืชเช่น สะเดา สารสำคัญหรือจุลชีพ หรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารสำคัญหรือจุลชีพที่ทำขึ้นเพื่อใช้ในการป้องกัน กำจัด ทำลาย ควบคุมแมลงหรือสัตว์ที่เป็นศัตรูพืช โรคพืช วัชพืช และการควบคุมการเจริญเติมโตของพืช ในการขออนุญาตกรณีชนิดที่ 2 ต้องแจ้งการประกอบกิจการ