ชวนร้านค้าโหลดแอปฯ Thai.care การันตีปลอดภัยจากโควิด

วันที่ 11 พ.ค. 2563 เวลา 12:05 น.
ชวนร้านค้าโหลดแอปฯ Thai.care การันตีปลอดภัยจากโควิด
หอการค้าไทย ส่ง แอปพลิเคชั่น Thai.care ขานรับมาตรการ “เปิดเมือง ปลอดภัย” ดึงผู้ประกอบการร้านค้าที่ได้ไปต่อ หลังพ้นล็อคดาวน์เฟสแรก ลงทะเบียนประกาศตัวเป็น Safe Place รับ QR Code ติดหน้าร้าน ปักหมุดเช็คอินใช้บริการอย่างมั่นใจ

นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะคณะทำงานภาคเอกชนที่ปรึกษาศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID–19)หรือ ศบค. เปิดเผยว่า หลังจากมีการผ่อนปรนตามมาตรการป้องกันโรคตามที่ทางราชการกำหนดเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในระยะที่ 1 ให้สามารถเปิดดำเนินการได้ตั้งแต่วันที่ 3 พ.ค. หอการค้าไทยฯได้ประสานกับภาคสาธารณสุข ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ภายใต้เครือข่ายไทยแคร์ ร่วมกัน “เปิดเมือง ปลอดภัย”ด้วยการมีข้อมูลที่อัพเดท ทันสมัย ป้องกันความเสี่ยงของการระบาดซ้ำ และเป็นมาตรฐานให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยพัฒนา Web Application Thai.care เพื่อเป็นเครื่องมือสร้างระบบความปลอดภัยในการเปิดสถานบริการและร้านค้า สร้างความมั่นใจในการใช้บริการให้กับประชาชน พร้อมก้าวสู่ความปกติใหม่ (New Normal)ภายใต้ความร่วมมือของคนไทยที่จะร่วมกันสร้างวิถีชีวิตแห่งความปลอดภัยจากโควิด–19

สำหรับเว็บไซต์ Thai.care(ไทยดอทแคร์) เป็นการขอความร่วมมือให้สถานประกอบการลงทะเบียนโดยสมัครใจ หลังจากลงทะเบียนเสร็จจะมีข้อกำหนดต่างๆ ที่สถานประกอบการต้องปฏิบัติตามมาตรการ “เปิดเมือง ปลอดภัย” พร้อมรับ QR Code ติดไว้หน้าร้าน เพื่อให้ประชาชนสามารถสแกน QR Code แล้วเข้าไปใช้บริการอย่างมั่นใจ

ทั้งนี้เว็บไซต์ ดังกล่าวดำเนินการภายใต้แนวคิด “คนไทยร่วมกันแคร์” ด้วยมาตรฐาน 3 แคร์ ประกอบด้วย 1. ร้านค้าแคร์ ความร่วมมือของธุรกิจร้านค้าที่ดำเนินงานด้วยความปลอดภัยตามมาตรการที่กำหนด เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้า 2. ลูกค้าแคร์ ความร่วมใจของคนไทยในการปฏิบัติตามกฎระเบียบและมาตรฐานความปลอดภัย ด้วยการเช็คอิน–เช็คเอาท์ เมื่อเข้าใช้บริการ เพื่อความปลอดภัยของตนเองและคนที่คุณรัก

และ 3. สังคมแคร์ ความร่วมมือเพื่อสร้างความมั่นใจของหน่วยงานที่ดูแลสังคมร่วมดูแลตรวจสอบ และประเมินมาตรฐานความปลอดภัยของสถานประกอบการ เพื่ออนาคตของประเทศไทย

นายกลินท์ กล่าวว่า หอการค้าไทยฯ ได้ทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขในการกำหนดมาตรการของสถานประกอบการแต่ละประเภท พร้อมประสานงานกับเครือข่ายจัดกระบวนการ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการกำหนดมาตรการอย่างเหมาะสม โดยแบ่งกลุ่มกิจการการค้า เป็น 4 สี คือ 1.สีขาว สถานประกอบการที่มีความเสี่ยงต่ำและเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีพ เช่น อาหาร เครื่องดื่ม ของใช้ อุปกรณ์ทางการแพทย์

2.สีเขียว สถานประกอบการที่มีความเสี่ยงปานกลาง 3.สีเหลือง สถานประกอบการที่มีความเสี่ยงปานกลางถึงสูง และ 4. สีแดง สถานประกอบการที่มีความเสี่ยงสูง รวมถึงการกำหนดแนวทางในการป้องกันความเสี่ยงของสถานประกอบการ โดยมีการประเมินความเสี่ยงในแต่ละด้าน พร้อมทั้งจัดทำคู่มือสำหรับสถานประกอบการ ซึ่งมีมาตรการ และแนวทางปฏิบัติพื้นฐานเพื่อให้ผู้ประกอบการดำเนินการได้อย่างปลอดภัยและคล่องตัว

การปิดกิจการส่งผลให้เกิดความสูญเสียโอกาสมากมาย ดังนั้น มาตรการผ่อนปรนต้องเป็นการบูรณาการจากทุกภาคส่วน โดยเมื่อเปิดแล้วจะต้องมีความปลอดภัย สร้างความมั่นใจ เพื่อไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดรอบ 2 จนต้องปิดกิจการอีกครั้งจะสร้างความเสียหายเป็นอย่างมาก ซึ่งการบังคับใช้มาตรการต่างๆ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เว็บไซต์ Thai.Care จะเป็นการการันตีสถานประกอบการร้านค้าที่มาลงทะเบียนว่าเป็นสถานที่ปลอดภัย

ขณะที่ประชาชนซึ่งเป็นผู้เข้าใช้บริการจะเป็นเสมือนหน่วยตรวจสอบ หากพบว่าผู้ประกอบการร้านค้าไม่ได้ดำเนินงานด้วยความปลอดภัยตามมาตรการที่กำหนดสามารถแนะนำ และร้องเรียนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเพื่อให้สถานประกอบการร้านค้านั้นๆ ปรับปรุงการดำเนินงานให้เป็นไปตามมาตรการด้านความปลอดภัย

นอกจากนี้การมีระบบในการเช็คอิน–เช็คเอาท์ เพื่อให้ทีมสอบสวนโรคสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ถือเป็นความตั้งใจเปิดเมืองอย่างปลอดภัย โดยมีประชาชนเป็นหัวใจสำคัญช่วยให้ประเทศไทยผ่านวิกฤต COVID–19 นี้ไปได้

อย่างไรก็ดีผู้ประกอบการร้านค้าที่ได้รับการผ่อนปรนตามมาตรการป้องกันโรคตามที่ทางราชการกำหนดเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 ในระยะที่ 1 สามารถเข้าไปลงทะเบียนเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนมาตรการ “เปิดเมือง ปลอดภัย” ผ่าน www.Thai.care ในรูปแบบที่ง่ายและปลอดภัยได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หลังจากนั้นพิมพ์ QR Code ติดไว้หน้าร้าน เพื่อให้ประชาชนผู้เข้ารับบริการสแกน ปักหมุดเช็คอินเมื่อเข้าใช้บริการ พร้อมกันนี้ยังมีช่องทางสื่อสารประชาสัมพันธ์ และอัพเดทข้อมูลข่าวสารผ่านทุกช่องทางโซเซียลมีเดีย (Facebook,Twitter,IG) ได้ที่ @thaidotcare