ฟิลลิป มอร์ริส แพ้คดีบุหรี่โดนปรับอีก130ล้านบาท

วันที่ 20 มี.ค. 2563 เวลา 19:07 น.
ฟิลลิป มอร์ริส แพ้คดีบุหรี่โดนปรับอีก130ล้านบาท
ฟิลลิป มอร์ริส ไทยแลนด์ จะอุทธรณ์ค่าปรับ 130 ล้านบาท ในศาลอุทธรณ์

ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด (“PMTL”) พร้อมยื่นอุทธรณ์คำตัดสินของศาลอาญา ซึ่งตัดสินว่ามีการสำแดงราคานำเข้าบุหรี่จากอินโดนีเซียระหว่างปี 2543-2546 ไม่ถูกต้อง ขณะที่ศาลได้พิพากษายกฟ้องอดีตพนักงานซึ่งถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีนี้ในทุกข้อกล่าวหา โดยศาลพิจารณากำหนดค่าปรับเป็นจำนวน 130,145,870.12 บาท (หรือประมาณ 4 ล้านเหรียญสหรัฐ) ฟิลลิป มอร์ริส อินเตอร์เนชันแนล อิงค์ (PMI) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ PMTL ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้และคำพิพากษาดังกล่าวก็ไม่ได้กำหนดให้ PMI ต้องรับผิดชอบในค่าปรับดังกล่าวแต่อย่างใด

มร. เจอรัลด์ มาร์โกลีส ผู้จัดการสาขา PMTL กล่าวว่า “เราไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับคำตัดสินของศาลวันนี้ เนื่องจากคำตัดสินดังกล่าวขัดต่อกฎหมายศุลกากรของไทยและกฎหมายระหว่างประเทศซึ่งรวมถึง คำตัดสินต่างๆ ของหน่วยงานทั้งไทยและต่างประเทศก่อนหน้านี้ และเราจะยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าวเพื่อต่อสู้คดี”

องค์การการค้าโลก (WTO) ได้มีคำตัดสินออกมาหลายครั้งก่อนหน้านี้ว่า ประเทศไทยดำเนินการขัดต่อกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ โดยการปฏิเสธราคานำเข้าที่ PMTL สำแดง และดำเนินการฟ้องร้องคดีอาญากับ PMTL เมื่อเดือนที่ผ่านมารัฐบาลฟิลิปปินส์จึงร้องขอต่อ WTO เพื่อเริ่มกระบวนการตอบโต้ทางการค้าอันเนื่องมาจากการที่ประเทศไทยไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีที่มีกับ WTO ซึ่งคิดเป็นมูลค่าการค้าระหว่างไทยและฟิลิปปินส์จำนวนมาก

คดีนี้ก่อให้เกิดข้อกังขาอีกครั้งต่อระบบเงินสินบนรางวัลที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาอย่างยาวนานว่าเป็นแรงจูงใจจากเงินค่าปรับและสร้างผลประโยชน์ขัดแย้งสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐบาลของไทยที่อาจจะได้รับประโยชน์เป็นการส่วนตัวจำนวนมากจากค่าปรับที่ได้รับ

“เราเห็นว่าคดีนี้เป็นการตอกย้ำถึงการไม่ดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบการค้าระหว่างประเทศ และเป็นอีกหนึ่งกรณีล่าสุดต่อบริษัทต่างประเทศที่จะส่งผลกระทบต่อการลงทุนต่อเนื่องและการลงทุนใหม่จากต่างประเทศ การปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมนี้คุกคามความเชื่อมั่นในการลงทุนในประเทศไทยของเราซึ่งรวมถึงการซื้อใบยาสูบจากประเทศไทย คดีนี้เป็นเรื่องน่ากังวลอย่างยิ่งสำหรับทุกบริษัทที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้องในประเทศไทย เราจะอุทธรณ์คัดค้านคำตัดสินและต่อสู้ข้อกล่าวหาที่มีต่อเราซึ่งไม่มีมูลความจริงต่อไป” มร. มาร์โกลีส กล่าวปิดท้าย