ชงครม.เคาะงบ 400 ล้านบาท ดึงเกษตรกรลดใช้ 3 สารอันตราย
‘มนัญญา’ เดินหน้าจำกัดใช้ 3 สาร เตรียมเสนอครม.ของบ 400 ล้านบาท นำร่องใช้เครื่องจักรกลทำเกษตรลดการใช้สารอันตราย พบเกษตรกรร่วมอบรมแค่ 3 แสนราย หวั่นฤดูผลิตป่วนทั่วประเทศ หลังห้ามขายสารเคมีเกษตรกรที่ไม่มีใบเขียว
น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)อนุมัติงบประมาณ 400 ล้านบาท เพื่อให้สหกรณ์การเกษตรกว่า 200 แห่ง จัดทำโครงการนำร่องใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรเพื่อลดการใช้ปุ๋ย พร้อมทั้งติดตามวาระการประชุมของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่จะพิจารณาเรื่องมาตรฐานไอเอสโอ 3 ฉบับที่กระทรวงเกษตรฯเสนอเพื่อจะให้บริษัทผู้นำเข้า ผู้ผลิตสารเคมี ตลอดจนร้านจำหน่ายต้องปฏิบัติเพื่อเป็นการคุ้มครองเกษตรกร ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ได้ให้นายสุกรรจ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย เข้าพบพร้อมแกนนำเครือข่าย ตามที่ได้ทำหนังสือมา ซึ่งในการหารือตน ได้ยืนยันมาตรการที่กำลังดำเนินการ คือยึดมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อวันที่ 23 พ.ค 2561 ที่ให้จำกัดการใช้ 3 สารคือพาราควอต ครอล์ไพริฟอส และไกลโฟเซต และประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 5 ฉบับ เพื่อให้มีการดำเนินการสู่มาตรการจำกัดการใช้ ทราบว่าหลายมาตรการยังไม่มีคืบหน้า
“ขณะนี้เรื่องขอ 400 ล้านบาท เพื่อจัดทำโครงการนำร่องให้สหกรณ์ใช้เครื่องจักรกลการเกษตรลดการใช้ปุ๋ย เรื่องอยู่ที่สำนักงบประมาณ เพราะนโยบายไม่ได้มองเฉพาะ 3 สารเคมีที่พูดกัน แต่ต้องมองภาพรวมการลดการใช้สารเคมีทั้งหมด และมองถึงระบบการผลิตสารเคมีเกษตรที่ต้องมีมาตรฐานการผลิตที่ดี ดังนั้นเรื่องการแบนตามมติกรรมการวัตถุอันตรายก็จะเป็นโอกาสต่อไป ระหว่างนี้จึงต้องเร่งเรื่องประกาศไอเอสโอ เพราะจะเป็นการกำหนดให้บริษัทเหล่านั้นต้องปฏิบัติและเจ้าหน้าที่จะสามารถตรวจสอบได้ จะไม่มีเรื่องใต้ดินอีกต่อไป ซึ่งขณะนี้หากใครลองให้เกษตรกรไปซื้อสารเคมีที่จำกัดการใช้ และไม่มีเอกสารใบเขียว เชื่อว่าจะมีการขายให้ เกษตรกรก็จะซื้อ ไม่อยากให้มีภาพอย่างนี้เกิดขึ้น “ น.ส.มนัญญา กล่าว
สำหรับประกาศกำหนดให้เกษตรกรผู้ใช้ลงทะเบียนเพื่ออบรมและระบุชนิดพืชและสารที่ต้องการใช้ ซึ่งพบว่ามีเกษตรกรลงทะเบียน 6 แสนราย แต่มาอบรมแค่ 3 แสนราย โดยกลุ่มนี้จะมีหนังสือรับรองหรือใบเขียวสำหรับไปสำแดงเพื่อซื้อสารเคมีเกษตรที่จำกัดการใช้ จากการหารือกับนายสุกรรจ์ระบุว่า มีเกษตรกรประมาณ 1.7 ล้านราย ในพืชยางพารา ปาล์มน้ำมัน อ้อย และมันสำปะหลัง จากที่ลงทะเบียนตามประกาศเพียง 6 แสนราย ควรจะอบรมทั้งหมด ซึ่งในเรื่องนี้จะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) เพื่อจะได้หาทางออกรวมกัน ดังนั้นหากไม่เร่งดำเนินการเปิดฤดูทำการเกษตรจะวุ่นวาย
ขณะที่ร้านค้าสารเคมีต้องมีการขึ้นทะเบียน การแยกประเภทสารเคมี การทำทำป้ายสินค้าใหม่ เพื่อให้เป็นไปตามประกาศกะทรวงก็พบว่ายังไม่เรียบร้อย และได้ให้กรมวิชาการเกษตรลงไปเข้มงวดกับร้านจำหน่ายสารเคมีปลอม เพราะมีหนังสือร้องเข้ามามากโดยเฉพาะที่นครปฐมได้ให้กรมวิชาการไปตรวจสอบ


