เถ้าแก่น้อย ชูกลยุทธ์ "ซูเปอร์สแน็ค" เจาะตลาดขนมขบเคี้ยว 3.8 หมื่นล้านบาท

วันที่ 24 ก.พ. 2563 เวลา 12:25 น.
เถ้าแก่น้อย ชูกลยุทธ์ "ซูเปอร์สแน็ค" เจาะตลาดขนมขบเคี้ยว 3.8 หมื่นล้านบาท
เมื่อกลุ่มลูกค้า หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น จนกลายเป็น "เมกะเทรนด์" งานนี้ เภ้าแก่น้อย ขยับพอร์ทสินค้าครั้งใหญ่ เสริมทัพธุรกิจด้วยสินค้ากลุ่มซัพพลีเมนท์ และ ขนมขบเคี้ยวประเภทอื่นๆ

นายอิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู้ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิต จัดจำหน่ายและทำการตลาดสาหร่ายแปรรูปภายใต้แบรนด์ "เถ้าแก่น้อย" เผยว่า บริษัท ปรับทิศทางธุรกิจและการขยายกลุ่มสินค้าเพิ่มเติม ตามกระแส (Trend) ผู้บริโภคที่ใส่ใจด้านสุขภาพมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่เฉพาะที่เมืองไทย แต่เป็นเมกะเทรนด์ของผู้บริโภคทั่วโลก ทำให้ผู้ประกอบการ ต้องมีการปรับตัวอยู่เสมอ โดยในปีที่ผ่านมามีสินค้าใหม่ที่เกี่ยวกับสุขภาพเพิ่มมากขึ้น รวมถึงตลาดขนมขบเคี้ยวด้วย

ขณะที่ สาหร่าย ถูกจัดว่าเป็นหนึ่งในซูเปอร์ฟู๊ด เนื่องจากเป็นวัตถุดิบที่คัดสรรมาจากธรรมชาติ อุดมไปด้วยไขมันโอเมก้า 3 มีแร่ธาตุที่สำคัญหลายชนิด รวมทั้งเป็นหนึ่งในเทรนด์ซูเปอร์ฟู๊ดยอดนิยมที่ได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วโลก ซึ่งเถ้าแก่น้อย ในฐานะผู้ทำตลาดขนมขบเคี้ยวสาหร่าย จึงได้กำหนดทิศทางการพัฒนาสินค้า โดยปรับพอร์ตกลุ่มสินค้าใหม่พร้อมสร้างตลาด “Super Snacks” รายแรกของประเทศไทย เพื่อตอบโจทย์เทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ ภายใต้กลุ่มสินค้า “ซูเปอร์แสน็ค” ของเถ้าแก่น้อย จะมีสินค้าหลัก 3 segments ดังนี้

1. Premium Snack สินค้าหลักที่สำคัญ อาทิ เทมปูระไข่เค็ม ทินเท็นไข่เค็ม วัตถุดิบจากธรรมชาติจริง 2. Plant Base Snack สาหร่ายแปรรูป ในรูปแบบต่างๆ อาทิ สาหร่ายทอด อบ ย่าง สาหร่ายเทมปูระ และเตรียมพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายประเภทมากขึ้น 3.Protein Snack สินค้าที่เปิดตัวสู่ตลาดและได้รับความนิยม ได้แก่ ปลาแผ่นปรุงรสทินเท็น ปลาม้วนปรุงรสทินเท็น โรล์

อิทธิวัฒน์ กล่าวว่าการปรับพอร์ตสินค้าในครั้งนี้ ถือเป็นการต่อยอดพันธกิจของบริษัทที่จะก้าวสู่บริษัทนวัตกรรม ตอบโจทย์เทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ เมื่อทุกคนเริ่มมองหาอาหารที่มาจากธรรมชาติ เพื่อสุขภาพของตัวเอง และเพื่อสิ่งแวดล้อม จึงกลายเป็นเทรนด์ที่มาแรงที่สุดของโลก โดยวัตถุดิบหลักพื้นฐานของบริษัทฯ คือ สาหร่าย ซึ่งถือเป็น Super Foods และเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เป็นเเหล่งโปรตีนจากพืชและยังให้เเร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายอีกหลายชนิด

ล่าสุด ในปี 2563 เถ้าแก่น้อย จะเปิดตัว "กู้ดเดย์" (Good Day) ขนมขบเคี้ยวกลุ่มแรกในกลุ่มซูเปอร์แสน็ค (Super Snacks) มี 2 รสชาติ รสคลาสสิค ซี ซอล์ท และรสเผ็ด ซีซอลท์ สูตรลดเกลือ 50% จากสูตรปกติ จับกลุ่มเป้าหมาย คนวัยทำงานที่รักสุขภาพ อายุตั้งแต่ 21-35 ปี

อิทธิพัทธ์ กล่าวว่าตลาดขนมขบเคี้ยวในประเทศไทยยังมีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง โดยในปี 2562 รายได้รวมในตลาดสูงถึง 38,000 ล้านบาท ซึ่ง 2 ใน 3 ของการชิงส่วนแบ่งการตลาด คือ ตลาดมันฝรั่งที่ 32.2% และ ตลาดขนมขึ้นรูปที่ 27.4% เถ้าแก่น้อย จึงวางทิศทางการดำเนินงานในการขยายฐานลูกค้าและผลิตภัณฑ์ที่เป็น Non Seaweed มาก และปีนี้เวางแผนลุยตลาดขนมขึ้นรูป (Extruded Snacks) อย่างจริงจัง โดยร่วมกับเจ้าแห่งขนมขบเคี้ยวอันดับ 1 ในประเทศเกาหลี โอริออน กรุ๊ป (Orion Group) ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายขนมขบเคี้ยว มานานกว่า 70 ปี อิมพอร์ตขนมข้าวโพดกรอบยอดนิยม ตราโคบุค (Kobuk) มีเอกลักษณ์ คือ เป็นขนมข้าวโพดกรอบ 4 ชั้น ในรสชาติซุปข้าวโพด สูตรต้นตำรับเกาหลี โดยกลุ่มเป้าหมายหลัก คือ คนทั่วไปอายุ 15-30 ปี ที่ชอบทานแสน็ค และลองสิ่งใหม่

จากภาพรวมตลาดสาหร่าย ปี 2562 ซึ่งมียอดรวมอยู่ที่ 2,929 ล้านบาท โดยในครึ่งปีแรกกลุ่มสินค้าทอด และอบมีสัดส่วนยอดขายที่ลดลง และมาตีตื้นในกลุ่มสินค้าใหม่ประเภทสาหร่ายย่าง อาทิ BigRoll และเทมปูระ ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

โดยในปีที่ผ่านมามีอัตราเติบโตถึง 18.7% และ 82.7% ตามลำดับ จึงเป็นการจุดประกายให้มีการปรับโครงสร้างกลุ่มสินค้าภายใต้แบรนด์เถ้าแก่น้อย ให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภค ที่ปัจจุบันผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้นจนกลายเป็นเมกะเทรนด์