CARRO สตาร์ทอัพสิงคโปร์ บุกตลาดรถยนต์มือสองในไทย ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

วันที่ 13 ก.พ. 2563 เวลา 14:40 น.
CARRO สตาร์ทอัพสิงคโปร์ บุกตลาดรถยนต์มือสองในไทย ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์
แผนปี63 พัฒนาแอปพลิเคชั่น "CARRO Wholesale" เชื่อมโยงการซื้อ-ขายรถยนต์ ผ่านปลายนิ้วสำหรับนักธุรกิจประมูลรถยนต์มือสอง ได้พร้อมกันหลายร้อยราย

รายงานข่าวเผยว่า CARRO หรือ คาร์โร สตาร์ทอัพด้านตลาดรถยนต์ แพลตฟอร์มออนไลน์สัญชาติสิงคโปร์ ผู้ให้บริการธุรกิจซื้อ – ขายรถยนต์มือสองออนไลน์ โดยเข้ามาทำตลาดในกว่า3ปี ปัจจุบันมีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ ล่าสุด พัฒนาแอปพลิเคชั่น "CARRO Wholesale" รองรับ "ความเร็ว ความโปร่งใส และ ราคาดี" เพื่อให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายรายใหญ่ทั่วประเทศสามารถเข้ามาขาย และประมูลรถได้พร้อมๆกันหลายร้อยราย ในครั้งเดียว

สำหรับแอพพลิเคชั่น ดังกล่าว เป็นช่องทางที่ CARRO พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการซื้อและขายสำหรับกลุ่มนักธุรกิจ ปัจจุบันแอปพลิเคชั่น "CARRO Wholesale" มีจำนวนผู้ซื้อและผู้ขายมากกว่า 5,000 รายทั่วประเทศไทย

นายมานิต โกการ์ Country Manager บริษัท คาร์โร (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นความสะดวกสบาย จึงทำให้แอปพลิเคชั่น "CARRO Wholesale" มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเห็นโอกาสการซื้อและขายรถมือสองรถยนต์มากขึ้น เนื่องจากผู้ซื้อ (Agent) และผู้ขาย (Dealer) สามารถทำการซื้อขายได้วงกว้างกว่าเดิม คือ สามารถซื้อข้ามภูมิภาค และสามารถได้ราคาได้ดีกว่าเดิม เพียงแค่ใช้แอปพลิเคชั่น “CARRO Wholesale” ช่วยลดช่องว่างของระยะทาง และระยะเวลาให้กับผู้ซื้อ และขายรายใหญ่ หรือธุรกิจวงการรถยนต์มือสอง

นอกจากนี้ผู้ใช้บริการสามารถใช้งานออนไลน์ หรือ เรียลไทม์แล้ว ยังมีอำนาจการต่อรองราคาโดยผู้ขายสามารถระบุราคาที่ต้องการขายได้ และผู้ซื้อสามารถประมูลราคา โดยสามารถทำได้เองตามขั้นตอนง่ายๆ ที่สำคัญโอกาสการขายรถเพียงครั้งเดียวสามารถเข้าถึงผู้ซื้อทั่วประเทศไทยกว่า 3,000 ราย ซึ่งแอปพลิเคชั่นนี้จะตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน และเห็นการเคลื่อนไหวของการประมูล เช่น ราคาสูงและต่ำสุด, จำนวนบิดหรือจำนวนการประมูล, จำนวนดีลเลอร์ที่เข้ามาดูรถหรือเข้าประมูลรถ เป็นต้น

รวมถึงจุดเด่นอีกด้าน คือ สามารถขายรถได้จำนวนมากต่อครั้ง ตั้งแต่ 50 คันขึ้นไป โดยแอปพลิเคชั่น "CARRO Wholesale" เป็นแอปพลิเคชั่นซื้อขายรถยนต์มือสองแห่งแรกในประเทศไทยที่ครบวงจร จากที่ผ่านมา ธุรกิจดำเนินการมาแล้วในประเทศ อินโดนีเซีย และ มาเลเซีย