จับสัญญาณส่งออกเริ่มผงกหัว ลุ้นปี'63 เป็นบวก รอเคาะเป้าหมายหลังถกฑูตพาณฺิชย์ก.พ.นี้

วันที่ 22 ม.ค. 2563 เวลา 14:40 น.
จับสัญญาณส่งออกเริ่มผงกหัว ลุ้นปี'63 เป็นบวก รอเคาะเป้าหมายหลังถกฑูตพาณฺิชย์ก.พ.นี้
ภาพรวมส่งออกปี'62 แม้ยังติดลบ 2.65% แต่ทิศทางเริ่มดีขึ้น ตลาดสหรัฐเริ่มขยายตัวเป็นบวก พาณิชย์ นัดประชุมฑูตพาณฺิชย์และภาคเอกชน เดือนก.พ.นี้ เพื่อประเมินสถานการณ์และกำหนดตัวเลขส่งออกปี'63

น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า(สนค.) เปิดเผยถึงภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยประจำเดือนธ.ค. 2562 ว่า ทิศทางการส่งออกเริ่มมีเสถียรภาพจากความผันผวนของปัจจัยภายนอก และมีแนวโน้มว่าจะปรับตัวดีขึ้นได้ในระยะข้างหน้า สะท้อนจากอัตราการหดตัวที่ลดลง การปรับตัวของกลุ่มสินค้าสำคัญภายใต้สงครามการค้า รวมถึงการกระจายตัวของตลาดส่งออก

ทั้งนี้การส่งออกเดือนธ.ค. มีมูลค่าการ 19,154 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ติดลบ 1.3 % เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน(YoY)ในขณะที่การนำเข้า มีมูลค่า 18,559 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 2.5 ส่งผลให้การค้าเกินดุล 596 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ภาพรวมปี 2562 การส่งออกมีมูลค่า 246,245 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ติดลบ 2.65 % การนำเข้ามีมูลค่า 236,640 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ติดลบ 4.7% และการค้าเกินดุล 9,605 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตามปีนี้ทิศทางส่งออกน่าจะเป็นบวก หากสามารถส่งออกได้เกินเดือนละ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเฉลี่ยส่งออกเดือนละ 20,968 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะขยายตัวเป็นบวก 1.5% ถ้าเฉลี่ยส่งได้เดือนละ 21,278 ล้านเหรีญสหรัฐ จะขยายตัวได้ 2.5% สูงกว่าที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)คาดไว้ 2.3% โดยตัวเลขอย่างเป็นทางการกระทรวงพาณิชย์จะประกาศหลังการประชุมทูตพาณิชย์กับภาคเอกชนในเดือนก.พ. ”น.ส.พิมพ์ชนกกล่าว

สำหรับปัจจัยสำคัญที่เป็นแรงกดดันทำให้การส่งออกไทยปี 2562 ปรับตัวลดลงคือ 1. การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์การค้า โดยมีประเด็นสงครามการค้าเป็นตัวแปรหลัก ทำให้กิจกรรมการผลิตชะลอตัวในหลายประเทศคู่ค้าของไทย ปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองในยุโรป รวมถึงความไม่แน่นอนของการออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร

2. ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำกดดันการส่งออกน้ำมันและสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมันตลอดปี 2562 3. สินค้าอุตสาหกรรมหลัก อาทิ รถยนต์และส่วนประกอบ ชะลอตัวจากการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดหลัก ความท้าทายในการปรับตัวช่วงเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี และการควบคุมมาตรฐานผลิต/การส่งออก และ 4. สินค้าเกษตรสำคัญ ได้รับผลกระทบจากราคาในตลาดโลก และอุปทานขาดแคลนในบางสินค้า

เมื่อพิจารณาในรายตลาด พบว่าการส่งออกไทยยังขยายตัวได้ดีในหลายตลาด ได้แก่ สหรัฐฯ แคนาดา เบลเยียม และบราซิล ที่ขยายตัวต่อเนื่องมากกว่า 3 ปี อีกทั้งตลาดไต้หวัน และเม็กซิโก ที่การส่งออกกลับมาเป็นบวกในรอบ 3 ปี

อย่างไรก็ดี การลงนามข้อตกลงทางการค้าระยะแรก (Phase-1 Deal) ระหว่างจีนและสหรัฐฯ เมื่อ 15 มกราคม 2563 และความชัดเจนของการออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (Brexit)จะช่วยให้บรรยากาศการค้าดีขึ้นและคลายความกังวลได้ในระยะสั้น

นอกจากนี้ แม้ว่าในปี 2563 ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญ อาทิ จีน สหภาพยุโรปยังมีทิศทางชะลอตัว แต่สัญญาณความพร้อมการใช้นโยบายการคลังแบบผ่อนคลายของธนาคารกลางในหลายประเทศ อาทิ สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น และการบริโภคที่ยังแข็งแกร่งจะเป็นโอกาสสินค้าส่งออกไทย โดยเฉพาะสินค้าเกี่ยวกับการอุปโภคและบริโภค ที่มีแต้มต่อในการบุกตลาดด้วยคุณภาพและมาตรฐานเป็นที่ยอมรับจากทั่วโลก นอกจากนี้ การส่งออกไทยไปตลาดญี่ปุ่น อาจได้อานิสงส์จากการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกในปี 2563 และข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น ที่เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2563

กลุ่มสินค้าเป้าหมายที่มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง เพื่อผลักดันการส่งออกในปี 2563 ได้แก่ สินค้าเกษตรและเกษตรอาหาร เช่น ผัก ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลี และอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ เครื่องดื่ม อาหารสัตว์เลี้ยง และไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง และสินค้าอุตสาหกรรม เช่น ผลิตภัณฑ์ยาง รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ เครื่องสำอาง สบู่และผลิตภัณฑ์รักษาผิว เครื่องนุ่งห่ม และเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน

ขณะเดียวกัน การเร่งกระชับสัมพันธ์และจัดกิจกรรมรุกตลาดในประเทศคู่ค้าที่การส่งออกเริ่มกลับมาขยายตัว ตลาดตะวันออกกลาง ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดิอาระเบีย ตลาดยุโรป ได้แก่ ตุรกี เบลเยียม และเนเธอร์แลนด์ ตลาดเอเชีย ได้แก่ เกาหลีใต้ ไต้หวัน ศรีลังกา และเมียนมา ตลาดอเมริกาใต้ ได้แก่ อาร์เจนตินา จะช่วยให้รักษาฐานการกระจายตัวของตลาดส่งออก เพื่อรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก ซึ่งสอดรับกับกลยุทธ์การส่งเสริมการตลาดตามแนวนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) ที่มีแผนจัดกิจกรรมนำคณะภาครัฐและเอกชนบุกตลาดเป้าหมาย 18 ประเทศ ในปี 2563 เช่นเดียวกับการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่กระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เพื่อสร้างแต้มต่อและขยายฐานตลาดส่งออกให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นในอนาคต