มติเอกฉันท์แบน 3 สารพิษ เริ่ม1ธ.ค.62 รอเข้าบอร์ดวัตถุอันตรายเคาะ

  • วันที่ 07 ต.ค. 2562 เวลา 18:12 น.

มติเอกฉันท์แบน 3 สารพิษ เริ่ม1ธ.ค.62 รอเข้าบอร์ดวัตถุอันตรายเคาะ

'มนัญญา' จัดเต็ม ระบุมติคณะทำงาน 4 ฝ่าย 9-0 แบน 3 สารพิษ ห้ามใช้ ห้ามจำหน่าย ห้ามผลิต เริ่มวันที่ 1 ธ.ค. 62 มอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้คนไทย

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะทำงานเพื่อพิจารณาความเห็นของ ส่วนรัฐ ผู้นำเข้า เกษตรกร และผู้บริโภคต่อการยกเลิกสารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตร 3 สาร คลอร์ไพริฟอส พาราควอต และไกลโฟเซต ว่าที่ประชุมมีมติ 9 ต่อ 0 ให้แบน 3 สารชนิด โดยจะเสนอให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย พิจารณาให้สารทั้ง 3 ชนิด ซึ่งอยู่ในบัญชีประเภทที่ 3 ไปเป็นบัญชีประเภทที่4 ตั้งแต่วันที่1 ธ.ค. 2562 จะเป็นผลให้ห้ามครอบครอง ห้ามจำหน่าย ห้ามนำเข้า ห้ามผลิต โดยหลังจากนี้จะนำมติให้กรรมการทุกคนลงนามรับผลประชุม เพื่อให้นายกรัฐมนตรีภายใน1-2 วันนี้ และหลังจากนั้นนำเสนอต่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งเดิมมีกำหนดประชุมวันที่ 27 ต.ค. แต่เมื่อคณะทำงาน4ฝ่ายมีข้อยุติในวันนี้ คาดว่าคณะกรรมการอาจเลื่อนการประชุมชี้ขาดขึ้นมาได้เร็วจากกำหนดเดิม

การประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายจะมีการพิจารณาลงมติไม่ว่าจะเปิดเผยหรือโดยลับก็ตาม แต่ในส่วนของผู้แทนกระทรวงเกษตร กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมเปิดเผยชื่อแสดงตัวต่อสาธารณะ เพราะฉะนั้นเรื่องที่จะไปละเมิดการลงมติไม่ได้เป็นประเด็น ทั้งนี้กรมวิชาการเกษตร มีรายละเอียดครบสมบูรณ์ในเรื่องสารทดแทน วิธีการทำเกษตรทดแทน ซึ่งต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยยังมีสารเคมีอีกจำนวนหลายชนิดที่ยังใช้กันอยู่ทั่วไป เพียงแต่วันนี้พบว่า 3 สารนี้เป็นพิษร้ายแรงอันตรายต่อคนและสิ่งแวดล้อม จึงยกเลิกการใช้ทันที

ทั้งนี้หากในอนาคตพบว่าสารเคมีตัวอื่นที่มีอยู่ในท้องตลาดหลายยี่ห้อ มีความเป็นพิษสูงจะเสนอยกเลิกตามลำดับไป ซึ่งสารทดแทนหรือวิธีการทดแทน มีผลกำจัดศัตรูพืช เพียงแต่ไม่รวดเร็วทันใจที่ราดหญ้า ฆ่าแมลงแล้วตายทันเหมือน 3 สารนี้ แต่สารตัวอื่นอาจจะใช้เวลาเพิ่มสักขึ้นเล็กน้อยกว่าหญ้าจะตาย อาจช้าไป3-5ชั่วโมง แต่ไม่เป็นอันตรายไม่มีความเป็นพิษสูงเท่า3ตัวนี้ ทั้งนี้เกษตรกรก็รู้วิธีแบบดั้งเดิมทำอย่างไรและ รู้ว่ามีสารอะไรให้ใช้แทน อยู่แล้ว ถ้าไม่มี พาราควอต ไกลโฟเซส คลอร์ไพริฟอส เพราะฉะนั้นเรื่องต้นทุนจึงไม่เป็นปัญหา

อย่างไรก็ตามยืนยันว่าขณะนี้ไม่มีนายทุนรายใหญ่ที่รอนำเข้าสารทดแทนตัวใหม่ เข้ามาในประเทศ เหมือนที่มีการกล่าวหาพรรคภูมิใจไทย เตรียมเปิดทางให้นายทุนพรรคนำสารเข้ามา ไม่มีทั้งสิ้น อีกทั้งกระบวนการขอนำเข้าสาร ทำไม่ได้ในทันที เพราะต้องมีระยะการพิสูจน์พิษวิทยาและการขออนุญาตทำตามกฎหมายของพ.ร.บ.วัตถุอันตราย ดังนั้นอย่าห่วงเรื่องเจ้าสัวนำเข้าสารตัวใหม่ และไม่มีการตัดตอนบริษัทนำเข้า 3 สาร เพราะทั่วโลกก็แบนกัน58ประเทศแล้ว

“มติครั้งนี้ถือเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งปกติของขวัญปีใหม่เป็นวันที่ 1 ม.ค. แต่ในวันนี้รัฐบาลให้เป็นของขวัญกับประชาชนทันที เพราะต่อไปในเทศกาลปีใหม่ตั้งแต่วันที่ 1ธ.ค.คนไทยไปเที่ยวที่ไหน มีพืชพันธ์ธัญญาหารปลอดภัย อากาศบริสุทธิ์ให้กับสุขภาพคนไทย ในเรื่องนี้อธิบดี คณะกรรมการ ไม่ต้องกลัวว่าต้องขึ้นศาลเพราะถ้าต้องขึ้นดิฉันจะไปด้วยเพราะเราไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งในวันนี้ดิฉันมีความพอใจระดับหนึ่ง แต่หน้าที่ยังไม่จบ ต้องอีก3-4วันถึงจะสำเร็จถือเป็นชัยชนะของคนไทยร่วมกัน”น.ส.มนัญญา กล่าว

สำหรับคณะกรรมการที่ประชุมร่วมกันครั้งนี้เป็นการแต่งตั้งตามคำบัญชานายกรัฐมนตรี ซึ่งประกอบด้วย น.ส.มนัญญา ประธานคณะทำงาน นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงษ์ ประธานคณะที่ปรึกษารมช.เป็นกรรมการ น.ส.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร นายอัคคพล เสนาณรงค์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเกษตรวิศวะกรรม กรมวิชาการเกษตร แพทย์หญิงสุมณี วัชรสินธุ์ รักษาการนายแพทย์เชี่ยวชาญกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แพทย์หญิงศุลีกร ธนธิติกร นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ กรมควบคุมโรค

น.ส.บุญยืน ศิริธรรม นายกสมาคมสหพันธุ์องค์กรผู้บริโภค น.ส.สุภาวดี ทับทิม ประธานกลุ่มเกษตรอินทรีย์ สังกัดนิคม ชะอำ เพชรบุรี น.ส.เสาวลักษณ์ พรกุลวัฒน์ นายกสมาคมอารักขาพืชไทย นางวิไลวรรณ พรหมคำ ผอ.สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืชกรมวิชาการเกษตร นายมนตรี ปาป้อง นักวิชาการสหกรณ์ชำนาญการ กรมส่งเสริมสหกรณ์ น.ส.นัชชา ช่อมะลิ เลขานุการคณะที่ปรึกษารมช.เกษตรฯ ทั้งนี้ในการประชุม สมาคมอารักขาพืช ได้มีหนังสือแจ้งที่ประชุมว่าไม่ได้เข้าร่วม ติดภารกิจต่างประเทศ ไม่ส่งผู้แทนเข้าร่วมด้วย

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศในการประชุมใช้เวลากว่า 2 ชม.โดยไม่ให้สื่อเข้าร่วมด้วย โดยระบุว่า จะเชิญเข้ามาตอนประชุมเสร็จเพื่อให้มาสังเกตการคณะทำงานคนไหนโหวตเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย หลังการประชุม น.ส.มนัญญา ได้ให้ที่ประชุมแสดงความเห็นต่อหน้าสื่อและโหวตเรียงบุคคล อย่างไรก็ตามสื่อจับตาเป็นพิเศษกับท่าที ของอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เนื่องจากก่อนหน้ามีแถลงการณ์ออกมาว่าต้องยืนตามหลักวิชาการ โดยอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวก่อนโหวตว่า1.เนื่องจากเป็นนโยบายของรมช.เกษตรฯและเป็นนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกและรมว.สาธารณสุข 2.เนื่องจากการจะยกเลิกต้องมีการพิจารณาสารทดแทน ข้อมูลประกอบวิชาการเชิงประจักษ์ว่าเป็นพิษต่อร่างการมนุษย์ จึงเห็นด้วยกับมติที่ประชุมที่จะยกระดับ3สารนี้จากบัญชีประเภทเป็นประเภทที่ 4

 

 

ข่าวอื่นๆ