พลังงาน ซื้อเวลาปมค่ารื้อถอนแท่นเอราวัณ-บงกช รอยาวอีก 6 เดือนก่อนสรุปผลเจรจา
พลังงานคาดสรุปกรณีวางหลักประกันรื้อถอนแท่นปิโตรเลียมบงกช-เอราวัณ เดือนมี.ค.63 หลังเอกชนผู้รับสัมปทานปฏิเสธเงื่อนไขเดิมโอดไม่ยอมจ่ายทั้งหมด
พลังงานคาดสรุปกรณีวางหลักประกันรื้อถอนแท่นปิโตรเลียมบงกช-เอราวัณ เดือนมี.ค.63 หลังเอกชนผู้รับสัมปทานปฏิเสธเงื่อนไขเดิมโอดไม่ยอมจ่ายทั้งหมด
นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการปิโตรเลียม เปิดเผยว่า การเจรจาค่ารื้อถอนแท่นปิโตรเลียมแหล่งเอราวัณและบงกช ที่จะหมดอายุสัมปทานในปี 2565 และ 2566 กับผู้ที่ได้รับสัมปทานในปัจจุบันนั้น ยืนยันการดำเนินการยังเป็นไปตามกฎกระทรวง เรื่องกำหนดแผนงาน ประมาณการค่าใช้จ่าย และหลักประกันในการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่ใช้ในกิจการปิโตรเลียม พ.ศ.2559 ตาม พ.ร.บ.ปิโตรเลียม
โดยอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ได้ทำหนังสือถึงผู้ได้รับสัมปทานให้วางหลักประกันการรื้อถอนเต็มจำนวนไปแล้ว แต่ทางผู้ได้รับสัมปทานไม่เห็นด้วยก็สามารถทำข้อมูลแย้งมาได้ ซึ่งกรมเชื้อเพลิงฯจะใช้เวลาพิจารณา 180 วัน หรือช่วงเดือนมี.ค. 2563
ทั้งนี้ผู้ได้รับสัมปทานในปัจจุบันทั้งเชฟรอน ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นหลักในแหล่งเอราวัณ , กลุ่มโมเอโกะ ผู้ร่วมทุนในแหล่งเอราวัณ และโททาล ผู้ร่วมทุนในแหล่งบงกช ได้ทำหนังสือถึงกระทรวงพลังงานเมื่อเดือนก.ย. 2562 ดังนั้นการพิจารณาข้อมูลทั้งหมดจะมีเวลาจนถึงกลางเดือนมี.ค.2563 หลังจากนั้น อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จะทำหนังสือส่งกลับไปถึงผู้ได้รับสัมปทานให้มาวางหลักประกันการรื้อถอนภายใน 120 วัน ซึ่งหากไม่สามารถตกลงกันได้ และมีการฟ้องร้องก็อาจจะเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการต่อไป
อย่างไรก็ตามเชื่อว่าการพิจารณาข้อมูลรอบใหม่จะสามารถตกลงกันได้ โดยภาครัฐพร้อมรับฟังข้อมูล บนพื้นฐานหลักการของกฏหมาย ที่ผู้ได้รับสัมปทานจะต้องรื้อถอนแท่นปิโตรเลียม บนหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม หลังหมดสัญญากับภาครัฐ ส่วนวงเงินค้ำประกันจะเป็นอย่างไรต้องมาหารือในรายละเอียด โดยทุกฝ่ายเห็นร่วมกันว่าการดำเนินการจะไม่กระทบต่อการส่งมอบพื้นที่ให้รายใหม่ที่จะเข้ามาดำเนินกิจการหลังหมดอายุสัมปทานในปี 2565-2566
รายงานเพิ่มเติมว่า กรณีปัญหาค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนแท่นปิโตรเลียม นั้น เป็นการดำเนินการของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ที่ได้ออกกฏกระทรวง ให้บริษัทผู้รับสัมปทานต้องวางหลักประกันการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่ใช้ในการประกอบกิจการปิโตรเลียมทั้งหมด โดยต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งในส่วนของแท่นผลิตหรือสิ่งติดตั้ง ที่รัฐไม่ได้รับโอน และส่วนที่รัฐรับโอนมาใช้ประโยชน์ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นรายละเอียดข้อกำหนดที่เพิ่มเติมเข้ามาภายหลัง นอกเหนือจากข้อตกลงในสัญญาสัมปทาน ที่ทำกันไว้ตั้งแต่ปี 2515 โดย กรมเชื้อเพลิงฯ ได้ส่งหนังสือถึงผู้รับสัมปทานในปัจจุบันให้วางหลักประกันรื้อถอนแท่นเต็ม จำนวนภายใน 120วันหรือครบกำหนดวันที่ 11 ต.ค.2562 ประกอบไปด้วย แหล่งเอราวัณ 200 แท่น วงเงินราว 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แหล่งบงกช 100 แท่น วงเงินราว 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทางภาคเอกชนผู้ได้รับสัมปทานในปัจจุบันไม่เห็นด้วยกับค่าใช้จ่ายในการรื้อแท่นปิโตรเลียม โดยมองว่าการออกกฏกระทรวงดังกล่าวนั้นไม่เป็นธรรม แต่ควรวางหลักประกันเฉพาะแท่นที่รื้อถอนจริงเท่านั้น ส่วนแท่นไหนที่ผู้ชนะประมูลรายใหม่ คือ บริษัทปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท.สผ.) และพันธมิตรใช้งานได้ต่อ ก็ไม่ควรวางหลักประกันเต็มจำนวน โดยเมื่อได้ข้อมูลใหม่กรมเชื้อเพลิงจะต้องเร่งสรุปว่าแท่นใดจะใช้งานได้ต่อภายสื้นปีนี้หรือต้นปีหน้า เพื่อจะได้กำหนดเรื่องการวางหลักประกันรื้อถอนต่อไป


