ถกวอร์รูมพาณิชย์ 7 ต.ค. จับตา 2 ปัจจัยเสี่ยงสงครามการค้า-เบร็กซิท
พาณิชย์ เกาะติดสถานการณ์การค้าโลกยังมีปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ห่วงส่งออกติดลบยาว ขณะที่กนง.คงดอกเบี้ยหวั่นดันบาทแข็งเพิ่มขึ้น
พาณิชย์ เกาะติดสถานการณ์การค้าโลกยังมีปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ห่วงส่งออกติดลบยาว ขณะที่กนง.คงดอกเบี้ยหวั่นดันบาทแข็งเพิ่มขึ้น
น.ส. พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 7 ตุลาคม 2562 กระทรวงพาณิชย์จะจัดการประชุมวอร์รูม (War Room)สงครามการค้า เพื่อประเมินสถานการณ์สำคัญ 2 เรื่อง คือ ความขัดแย้งของสหรัฐฯ และจีน และประเด็นเรื่องเบร็กซิท (Brexit)ที่ใกล้จะถึงวันกำหนดที่อังกฤษต้องออกจากสหภาพยุโรป รวมทั้งต้องประเมินผลกระทบต่อไทยจากการที่สงครามการค้าเริ่มทำให้เศรษฐกิจโลกอ่อนแอลง ส่งผลให้อุปสงค์ของทุกประเทศลดลง
เมื่อประชุมเสร็จแล้ว จะนำเสนอแนวทางที่หารือกัน เสนอต่อรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์พิจารณา ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐ-เอกชน พาณิชย์ (กรอ. พณ.) ที่จะประชุมในช่วงต้นเดือนตุลาคม ต่อไป
สถานการณ์ภายในของสหรัฐฯ มีความไม่ชัดเจนเกิดขึ้นจากการที่พรรคเดโมแครตจะยื่นถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งแม้ว่าอาจจะถอดถอนไม่ได้เพราะคะแนนเสียงไม่เพียงพอ แต่การเริ่มกระบวนการนี้ ก็จะสร้างความไม่มีเสถียรภาพในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของฝ่ายสหรัฐฯ ขณะที่จีนและสหรัฐฯ ยังมีการเจรจาอย่างเป็นทางการกันอยู่ แต่พัฒนาการที่ปรากฏล่าสุด เช่น การกล่าวปราศรัยของ ปธน. ทรัมป์ ที่สหประชาชาติ ก็ดูไม่เอื้อต่อการสร้างบรรยากาศที่ดีในการเจรจาเท่าใดนัก
ทั้งนี้ฝ่ายสหรัฐฯ ยังมีไพ่สำคัญเก็บไว้ 2 ใบ คือ การขึ้นภาษีชุดสุดท้ายที่ขณะนี้ชะลออยู่ (คือการขึ้นภาษีกลุ่ม 2.5 แสนล้านดอลลาร์ฯ จากะ 25% เป็น 30% และการขึ้นภาษีกลุ่ม 3 แสนล้านฯ รอบที่ 2 อีก 554 รายการ) และการเก็บภาษีนำเข้า (safeguard) สินค้ากลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน ภายใต้มาตรา 232 ของกฎหมายขยายการค้าของสหรัฐฯ ที่อยู่ระหว่างการไต่สวน และจะประกาศผลในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งสองมาตรการนี้ จะส่งผลกระทบกับจีนมาก และประเทศอื่นก็จะพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย
อย่างไรก็ตามการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ กับจีน ไม่ได้ส่งผลกันเพียงระหว่างสองประเทศและในเอเชียเท่านั้น แต่แผ่กระจายไปถึงฝั่งยุโรปด้วย เห็นได้จากเศรษฐกิจเยอรมนีซึ่งมีสัดส่วน 28% ของยูโรโซน และเป็นประเทศที่เน้นการส่งออกเช่นเดียวกับไทย เริ่มส่งสัญญาณไม่ดี ตัวเลขเศรษฐกิจทุกตัวลดลง การขยายตัวของจีดีพีในไตรมาส 2 ลดลง 0.1 % เทียบกับไตรมาสแรกของปี
ภาพรวมดัชนีการผลิตอุตสาหกรรมและภาคบริการในประเทศหดตัวในรอบหลายเดือน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ที่กำลังจะได้รับผลกระทบจากกำแพงภาษีใหม่จากสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายนนี้
สำหรับประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ส่งผลให้การส่งออกลดลง 4% ในเดือนที่ผ่านมา และเศรษฐกิจภายในยังไม่ค่อยฟื้นตัวดีนัก ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องปรับลดประมาณการเติบโตของจีดีพี
ขณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีนโยบายไม่ขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากเห็นว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายจะช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ และเอื้อให้อัตราอัตราเงินเฟ้อทั่วไปกลับสู่กรอบเป้าหมาย จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าวอาจจะทำให้เงินบาทแข็งค่าเพิ่มขึ้นอีก กระทบกับมูลค่าและรายได้จากการส่งออก ซึ่งทั้งหมดนี้ควรต้องมีการหารือร่วมกันโดยเร็วเพื่อหาจุดยืน และแนวทางที่ไทยควรดำเนินการต่อไป เพื่อรับมือความผันผวนทั้งหลาย


