'ล็อตเต้ กรุ๊ป'ซื้อลิขสิทธิ์แบรนด์'โมกุ โมุก'ลุยตลาดไอศกรีมในเกาหลี

  • วันที่ 16 ส.ค. 2562 เวลา 14:39 น.

'ล็อตเต้ กรุ๊ป'ซื้อลิขสิทธิ์แบรนด์'โมกุ โมุก'ลุยตลาดไอศกรีมในเกาหลี

เซ็ปเป้ กางแผนธุรกิจ 5 เดือนสุดท้ายปี62 มั่นใจยอดขายโตกระโดด 30% จากตลาดต่างประเทศเข้ามาเสริมพอร์ทรายได้ ส่วนครึ่งแรกของปีธุรกิจ แตะกว่า 1.7 พันล้านบาท

นางสาวปิยจิต รักอริยะพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) หรือ SAPPE กล่าวว่าล่าสุดบริษัทระดับโลก Lotte Group Korea ประเทศเกาหลีใต้ เข้าซื้อลิขสิทธิ์สินค้าแบรนด์ ‘โมกุ โมกุ’ (Mogu Mogu) เพื่อไปผลิตและจัดจำหน่ายไอศครีมในประเทศเกาหลีใต้ โดยบริษัทฯ มั่นใจว่าจะส่งผลดีต่อแบรนด์และการทำตลาดสินค้าเครื่องดื่มของ SAPPE ในประเทศดังกล่าวด้วย

“บริษัทภูมิใจและยินดีอย่างยิ่งที่แบรนด์ระดับโลกอย่าง LOTTE ให้ความสนใจนำแบรนด์ของคนไทยเข้าไปอยู่ในพอร์ทโฟลิโอของ LOTTE ซึ่งจะมีส่วนช่วยผลักดันการสร้างแบรนด์ ‘โมกุ โมกุ’ ในประเทศเกาหลี หนึ่งในประเทศผู้นำเทรนด์โลกและเป็นประเทศยุทธศาสตร์ของเราช่วง 2-3 ปีหลัง” นางสาวปิยจิต กล่าว

ทั้งนี้ จากกิจกรรมธุรกิจดังกล่าวที่เกิดขึ้น บริษัทคาดว่าจะผลักดันให้การดำเนินธุรกิจในช่วง 5 เดือนสุดท้ายของปีนี้ มีอัตราการเติบโต 20-30% ได้ตามแผน จากปัจจัยตลาดต่างประเทศที่คาดว่าจะเติบโตได้ดีและจากกิจกรรมทางการตลาดต่างๆ ที่บริษัทวางไว้

โดยแนวทางการทำตลาดในประเทศนั้น SAPPE มีแผนนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มและขนมเพื่อสุขภาพเพิ่มเติม เพื่อรักษาอัตราการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง หวังดันเป้าหมายปีนี้เติบโตตามแผน 20-30%

สำหรับ ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/62 (เมษายน-มิถุนายน 2562) มีรายได้รวม 938.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.7% จากไตรมาสก่อนหน้าที่มีรายได้รวมที่ 797.26 ล้านบาท โดยมีปัจจัยจากการรับรู้รายได้เข้ามาเต็มไตรมาสจากการลงทุนใน ออล โคโค หลังเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเป็น 51% จากเดิมอยู่ที่ 40% และมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการรับจ้างผลิต (OEM) และกระจายสินค้าให้แก่เครื่องดื่มผสมวิตามินภายใต้แบรนด์ B’lue ที่ SAPPE ร่วมลงทุนกับบริษัท MYEN PTE.LTD. หรือ Danone ซึ่งประสบความสำเร็จจากการทำตลาดเป็นอย่างมาก

ส่วนกำไรสุทธิไตรมาส 2/62 อยู่ที่ 133.75 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ที่มีกำไรสุทธิที่ 117.78 ล้านบาท เนื่องจากบริหารจัดการด้านต้นทุนขายสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้มีอัตราการเติบโตที่ดีและสามารถแบกรับผลกระทบจากปัจจัยค่าเงินบาทที่แข็งค่า การรับรู้ผลขาดทุนจากบริษัทร่วม และการตั้งสำรองผลประโยชน์พนักงานเพิ่มเติมตามกฎหมายแรงงานใหม่

จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลดีต่อภาพรวมผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรกของปีนี้ (มกราคม-มิถุนายน 2562) มีรายได้รวม 1,735.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.0% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 1,577.58 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 251.53 ล้านบาท เติบโต 7.1% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 234.83 ล้านบาท

 

ข่าวอื่นๆ