'ศักดิ์สยาม' บอกไปเถอะ!! ถ้าบริหารรัฐวิสาหกิจแล้วขาดทุน
รมว.คมนาคมแจงปมรื้อบอร์ดรัฐวิสาหกิจคมนาคม เรื่องปกติแค่ช่วงเปลี่ยนรัฐบาล ย้ำหากบริหารแล้วขาดทุนไม่ควรอยู่ต่อ ส่วนจัดซื้อฝูงบินใหม่ขอเช็ครายละเอียดก่อนไฟเขียว
รมว.คมนาคมแจงปมรื้อบอร์ดรัฐวิสาหกิจคมนาคม เป็นเรื่องปกติช่วงเปลี่ยนรัฐบาล ย้ำหากบริหารแล้วขาดทุนไม่ควรอยู่ต่อ ส่วนจัดซื้อฝูงบินใหม่ขอเช็ครายละเอียดก่อนไฟเขียว
นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยในงาน BANGKOK POST FORUM 2019 ทิศทางประเทศไทยภายใต้รัฐบาลใหม่ เรื่อง "Roadmap to Success: Up Close with Thailand's New Ministers ว่า การจัดซื้อเครื่องบินใหม่ 38 ลำ วงเงิน 156,000 ล้าน บาท ของบริษัทการบินไทย ได้มอบหมายให้นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมรับผิดชอบดูแลแล้ว โดยในเบื้องต้นจะต้องมีการจัดหาเครื่องบินใหม่มาเพิ่มแน่นอนแต่ต้องกลับมาดูในรายละเอียดว่า นำเครื่องบินมาวิ่งเส้นทางใดสามารถแข่งขันกับสายการบินอื่นได้จริงหรือไม่ เพราะการซื้่อเครื่องบินไม่ใช่แค่ตัวเครื่องบินอย่างเดียว ต้องมองไปถึงการบริหารในตัวเครื่องด้วย เช่น ความสะดวกสบายในการโดยสาร
การเปลี่ยนแปลงกรรมการรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงคมนาคม 15 แห่ง นั้น มีตัวชี้วัดชัดเจน ซึ่งต้องพิจารณาว่าตั้งแต่ท่านเข้ามาทำงานถึงวันนี้ หากรัฐวิสาหกิจมีกำไรก็ไม่เป็นไร อยู่ต่อไปได้ แต่ถ้ารัฐวิสาหกิจใดขาดทุนก็ไม่ควรอยู่ ไปเถอะ เพื่อเปิดทางให้คนอื่นเข้ามาทำงานแทน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องทำให้รวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงกรรมการรัฐวิสาหกิจ เป็นธรรมเนียมปกติ ที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล หรือ คณะรัฐมนตรี หรือ รัฐมนตรี ก็จะต้องมีการประเมินผลงานของกรรมการรัฐวิสาหกิจทุกแห่งภายใต้การกำกับว่าสมควรทำงานต่อไปหรือไม่
อย่างไรก็ตามกรณีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศประธานบริษัทการบินไทย ได้ข่าวว่าลาออกแล้วนั้นได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงคมนาคมรับผิดชอบและรวบรวมการเปลี่ยนแปลงของกรรมการในแต่ละรัฐวิสาหกิจ ส่วนนายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง ต้องลาออกจากประธานบริษัทการท่าอากาศยานไทย (ทอท.) หรือไม่ ซึ่งกรณีทอท.ถ้ามีกำไร คงไม่ต้องออก
นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า การดำเนินนโยบายของกระทรวงคมนาคมขณะนี้ จะเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งในช่วงปี 2558-2565 ภายใต้กรอบวงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท โดยในส่วนระบบขนส่งทางราง วางเป้าหมายภายใน 3 ปี จะต้องแล้วเสร็จทั้งหมด เพื่อยกระดับโลติสติกส์ ขณะเดียวกันเร่งรัดโครงการที่มีความล่าช้า เช่น การก่อสร้างถนนพระราม 2 การให้ความสำคัญกับปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 และการสร้างวินัยจราจร
ด้านบริการรถสาธารณะ กรณีการผลักดัน Garb ให้ถูกกฎหมายนั้น มองว่าการนำเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาใช้ ไม่ใช่เรื่องผิด สามารถทำได้ แต่จะต้องเป็นผู้ประกอบการที่เป็นบริษัทของไทย ที่ถูกกฎหมายสามารถกำกับดูแลได้และการดำเนินธุรกิจในไทยก็จะต้องเกิดการสร้างรายได้ให้กับประเทศ
ขณะที่นโยบายการปรับลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าให้อยู่ระดับ 15 บาท เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนนั้นขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาแต่ยืนยันเป็นเรื่องที่ทำได้


