ผลประกอบการ 'เอสซีจี' ครึ่งแรกปี'62 รายได้ลด 7%

วันที่ 26 ก.ค. 2562 เวลา 16:45 น.
ผลประกอบการ 'เอสซีจี' ครึ่งแรกปี'62 รายได้ลด 7%
เดินหน้านวัตกรรมสินค้า-บริการที่มีมูลค่าเพิ่ม ตอบโจทย์เศรษฐกิจหมุนเวียน เร่งรัดโครงการลงทุนสำคัญสร้างมูลค่าตามแผน สร้างธุรกิจโตระยะยาวและคงเสถียรภาพทางการเงิน รับเศรษฐกิจโลกท้าทาย

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า งบการเงินรวมก่อนสอบทานของเอสซีจีในไตรมาสที่ 2 ประจำปี 2562 มีรายได้จากการขาย 109,094 ล้านบาท ลดลง 9% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลง และลดลง 3% จากไตรมาสก่อน เนื่องจากรายได้ของธุรกิจหลักลดลง

โดยมีกำไรสำหรับงวดก่อนรายการปรับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน 9,079 ล้านบาท ลดลง 27% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 22% จากไตรมาสก่อน จากปัจจัยสงครามการค้าที่ส่งผลกระทบต่อส่วนต่างราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ และการขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ 1,150 ล้านบาท

ทั้งนี้ หากรวมรายการปรับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานดังกล่าวมูลค่า 2,035 ล้านบาท จะทำให้เอสซีจีมีกำไรสำหรับงวด 7,044 ล้านบาท

สำหรับผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2562 เอสซีจีมีรายได้จากการขาย 221,473 ล้านบาท ลดลง 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลง โดยมีกำไรสำหรับงวดก่อนรายการปรับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน 20,741 ล้านบาท ลดลง16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

เนื่องจากส่วนต่างราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลงจากผลกระทบของสงครามการค้า แต่ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างยังมีรายได้สูงขึ้นตามการฟื้นตัวของการก่อสร้างในภูมิภาค ทั้งนี้ หากรวมรายการปรับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน จะทำให้เอสซีจีมีกำไรสำหรับงวด 18,706 ล้านบาท

โดยในไตรมาสที่ 2 ปี 2562 เอสซีจีมียอดขายสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (High Value Added Products & Services - HVA) 47,164 ล้านบาท คิดเป็น 43% ของยอดขายรวม เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 4% จากไตรมาสก่อน ทำให้ในครึ่งปีแรกของปี 2562 เอสซีจีมียอดขายสินค้า HVA 92,628 ล้านบาท คิดเป็น 42% ของยอดขายรวม เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

นอกจากนี้ ยังมีรายได้จากการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ รวมการส่งออกจากประเทศไทย ในครึ่งปีแรกของปี 2562 ทั้งสิ้น 88,825 ล้านบาท คิดเป็น 40% ของยอดขายรวม ลดลง 11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่สินทรัพย์รวมของเอสซีจี ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2562 มีมูลค่า 618,591 ล้านบาท โดย 33% เป็นสินทรัพย์ในอาเซียน ส่วนผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 2 และครึ่งปีแรกปี 2562 แยกตามรายธุรกิจ ดังนี้

ธุรกิจเคมิคอลส์ ได้รับผลกระทบของสงครามการค้าและค่าเงินบาทแข็งค่าที่ส่งผลให้ส่วนต่างราคาสินค้าปรับตัวลดลง รวมทั้งการขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ ในไตรมาสที่ 2 ปี 2562 จึงมีรายได้จากการขาย 45,995 ล้านบาท ลดลง 19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 1% จากไตรมาสก่อน

โดยมีกำไรสำหรับงวดก่อนรายการปรับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน 4,424 ล้านบาท ลดลง 46% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 28% จากไตรมาสก่อน ทั้งนี้ หากรวมรายการปรับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานดังกล่าวมูลค่า 482 ล้านบาท จะทำให้ธุรกิจเคมิคอลส์มีกำไรสำหรับงวด 3,942 ล้านบาท

สำหรับผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2562 ธุรกิจเคมิคอลส์มีรายได้จากการขาย 92,235 ล้านบาท ลดลง16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลง โดยมีกำไรสำหรับงวดก่อนรายการปรับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน 10,530 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 35 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ หากรวมรายการปรับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน จะทำให้ธุรกิจเคมิคอลส์มีกำไรสำหรับงวด 10,048 ล้านบาท

ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ในไตรมาสที่ 2 ปี 2562 มีรายได้จากการขาย 45,928 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลงร้อยละ 5 จากไตรมาสก่อน เนื่องจากการซบเซาของธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างในช่วงฤดูฝน

โดยมีกำไรสำหรับงวดก่อนรายการปรับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน 1,837 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลงร้อยละ 40 จากไตรมาสก่อน ทั้งนี้ หากรวมรายการปรับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานดังกล่าวมูลค่า 964 ล้านบาท จะทำให้ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างมีกำไรสำหรับงวด 873 ล้านบาท

สำหรับผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2562 ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างมีรายได้จากการขาย 94,238 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของตลาดซีเมนต์ในประเทศ โดยมีกำไรสำหรับงวดก่อนรายการปรับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน 4,877 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 17 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้ หากรวมรายการปรับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน จะทำให้ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างมีกำไรสำหรับงวด 3,913 ล้านบาท

ธุรกิจแพคเกจจิ้ง ในไตรมาสที่ 2 ปี 2562 มีรายได้จากการขาย 20,402 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงร้อยละ 3 จากไตรมาสก่อน เนื่องจากความต้องการซื้อที่ลดลงในสายธุรกิจบรรจุภัณฑ์และกระดาษประเภทอื่นๆ

โดยมีกำไรสำหรับงวดก่อนรายการปรับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน 1,375 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 14 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงร้อยละ 18 จากไตรมาสก่อน ทั้งนี้ หากรวมรายการปรับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานดังกล่าวมูลค่า 338 ล้านบาท จะทำให้ธุรกิจแพคเกจจิ้งมีกำไรสำหรับงวด 1,037 ล้านบาท

สำหรับผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2562 ธุรกิจแพคเกจจิ้งมีรายได้จากการขาย 41,529 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากความต้องการซื้อที่ลดลงในสายธุรกิจบรรจุภัณฑ์และกระดาษประเภทอื่นๆ

โดยมีกำไรสำหรับงวดก่อนรายการปรับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน 3,056 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ หากรวมรายการปรับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน จะทำให้ธุรกิจแพคเกจจิ้งมีกำไรสำหรับงวด 2,718 ล้านบาท

นายรุ่งโรจน์ กล่าวว่าแม้ผลประกอบการของเอสซีจีในไตรมาสที่ 2 และครึ่งปีแรกของปี 2562 โดยเฉพาะธุรกิจเคมิคอลส์ จะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าและภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังชะลอตัว ประกอบกับรายการปรับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานในไตรมาสที่ 2 และการขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ

แต่เอสซีจียังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม หรือ HVA ควบคู่กับการตอบโจทย์แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) พร้อมส่งมอบโซลูชั่นแบบครบวงจรให้ลูกค้า รวมทั้งเร่งรัดโครงการลงทุนสำคัญที่ช่วยสร้างมูลค่าให้ธุรกิจให้เป็นไปตามแผน ภายใต้ 2 กลยุทธ์ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก ทั้งการบริหารจัดการการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว (Long-term Growth) และการสร้างเสถียรภาพทางการเงิน (Stability)

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2562 ในอัตรา 7.00 บาทต่อหุ้น เป็นเงินทั้งสิ้น 8,400 ล้านบาท โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในวันที่ 23สิงหาคม 2562 กำหนดวันที่ XD ในวันที่ 8 สิงหาคม 2562 และกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผล (Record date) วันที่ 9 สิงหาคม 2562

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต