มาอีกแล้วศัตรูพืชตัวใหม่ล่าสุด “มอด”ระบาดหนักไร่กาแฟอะราบิกา ในเชียงราย
กรมวิชาการเกษตร เร่งเจ้าหน้าที่สกัด ปกป้องอุตสาหกรรมกาแฟไทยมูลค่าปีละ 3หมื่นล้าน พร้อมยกระดับคุณภาพการผลิตกาแฟอะราบิกาสู่ศูนย์กลางการค้ากาแฟคุณภาพในอาเซียน
กรมวิชาการเกษตร เร่งเจ้าหน้าที่สกัด ปกป้องอุตสาหกรรมกาแฟไทยมูลค่าปีละ 3หมื่นล้าน พร้อมยกระดับคุณภาพการผลิตกาแฟอะราบิกาสู่ศูนย์กลางการค้ากาแฟคุณภาพในอาเซียน
นายจำรอง ดาวเรือง รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันพื้นที่ปลูกกาแฟอะราบิกาในจังหวัดเชียงราย ถือเป็นแหล่งปลูกที่สำคัญของประเทศ มีพื้นที่ปลูกทั้งหมด 37,000 กว่าไร่ กำลังประสบปัญหาการระบาดของมอด เข้าเจาะทำลายเมล็ดกาแฟอย่างหนักครอบคลุมในหลายพื้นที่
โดยมอดเจาะผลกาแฟ เป็นแมลงปีกแข็งขนาดเล็กมีการขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว สามารถเข้าทำลายเมล็ดกาแฟได้ตั้งแต่ในระยะผลอ่อน ความเสียหายรุนแรงจะเกิดกับเนื้อเยื่อภายในผลในระยะผลกำลังสุก ทำให้เมล็ดเป็นรูพรุน โรคพืชต่างๆ เข้าทำลายซ้ำ เมล็ดเสียคุณภาพ และทำให้ผลร่วงหล่นก่อนกำหนด ส่งผลให้ผลผลิตและคุณภาพของกาแฟลดลงอย่างมากถึง 50 % สร้างความเสียหายให้แก่เกษตรกรอย่างมาก
ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตรได้ลงพื้นที่เพื่อสร้างการรับรู้แก่เกษตรกรเกี่ยวกับมาตรการแก้ปัญหาการป้องกันและกำจัดมอดเจาะผลกาแฟ และการพัฒนาศักยภาพในการผลิตกาแฟอะราบิกาในจังหวัดเชียงราย แก่กลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ที่เป็นแหล่งผลิตกาแฟที่สำคัญ อาทิ เกษตรกรบ้านดอยช้าง บ้านปางขอน บ้านห้วยหมาก บ้านห้วยหยวกป่าโซ วิสาหกิจชุมชนกาแฟรักษาป่า เป็นต้น
โดยหนึ่งในมาตรการสำคัญ คือ การแนะนำให้เกษตรกรใช้กับดักฮอร์โมน ร่วมกับการพ่นสารชีวภัณฑ์ที่มีความจำเพาะเจาะจง รวมทั้งเร่งส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตกาแฟอะราบิกาให้เป็นไปตามมาตรฐาน GAP เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่มาตรฐานอินทรีย์ เพื่อให้กาแฟอะราบิกาของไทยเป็นที่ยอมรับทั้งตลาดภายในและต่างประเทศ โดยในปีนี้จังหวัดเชียงรายมีพื้นที่ปลูกกาแฟอะราบิกาประมาณ 37,700 ไร่ ให้ผลผลิต 3,619 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 96 กิโลกรัมต่อไร่
ขณะที่กาแฟ เป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย ทำรายได้ให้เกษตรกรปีละประมาณ 5,500 ล้านบาท โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2554 - 2558) ตลาดกาแฟมีการขยายตัวอย่างมาก ทำให้ความต้องการใช้เมล็ดกาแฟของโรงงานแปรรูปกาแฟในประเทศเพิ่มขึ้นจาก 61,480 ตัน ในปี 2554 เป็น 80,000 ตัน ในปี 2558
อย่างไรก็ตาม ผลผลิตกาแฟในประเทศกลับลดลงอย่างต่อเนื่อง ผลจากราคากาแฟที่ตกต่ำเป็นเวลานานทำให้เกษตรกรหันไปปลูกพืชอื่นแทน เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมันและไม้ผล จึงทำให้พื้นที่ปลูกลดลงจาก 322,896 ไร่ ในปี 2554 เหลือเพียง 251,433 ไร่ ในปี 2558 พันธุ์ที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ กาแฟโรบัสตา มีแหล่งปลูกที่สำคัญอยู่ในภาคใต้ คือ ชุมพร ระนอง สุราษฏร์ธานี กระบี่ ในปี 2558 มีสัดส่วน66% ส่วนพันธุ์ กาแฟอะราบิกา มีสัดส่วน34% โดยแหล่งปลูกที่สำคัญอยู่ในภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอนและตาก
ปัจจุบันไทย มีอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมกาแฟมูลค่าไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท แต่ปัจจุบันไทยกำลังปัญหาผลผลิตเมล็ดกาแฟไม่มีเพียงพอกับความต้องการของตลาด ในปี 2560 มีการนำเข้าประมาณ 8,044 ล้านบาท จากความต้องการในการบริโภคและใช้ในอุตสาหกรรมอยู่ที่ 90,000 ตัน
นอกจากนี้ปัจจุบันการปลูกกาแฟของไทยมีแนวโน้มที่จะต้องเผชิญกับการแข่งขันมากขึ้น ทำให้กรมวิชาการเกษตรเร่งวิจัยและพัฒนาการเพิ่มผลผลิตและหาวิธีลดต้นทุนการผลิตให้มากที่สุด ตลอดจนเร่งพัฒนายกระดับมาตรฐานคุณภาพกาแฟอะราบิกา เชื่อมโยงการผลิตกาแฟอะราบิกาไทยสู่มาตรฐานกาแฟอะราบิกาโลก เพื่อให้กาแฟคุณภาพของไทยให้เป็นที่รู้จักและยอมรับทั่วโลกมากขึ้น


