posttoday

 เจรจาทรัมป์-สี จิ้นผิง...พักรบยุติสงครามการค้าโลกหรือเป็นแค่คอฟฟี่เบรก

04 กรกฎาคม 2562

โดย  ดร.ธนิต  โสรัตน์  รองประธานสภานายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย

โดย  ดร.ธนิต  โสรัตน์  รองประธานสภานายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย

การประชุมจี-ทเว็นตี้ หรือ G20 ซึ่งจัดที่ญี่ปุ่นเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาหัวข้อหลักที่ทั่วโลกกำลังจับจ้องคือการเจรจาประเด็นข้อขัดแย้งทางการค้าระหว่างผู้นำสหรัฐและประเทศจีนซึ่งต่างออกมาตรการตอบโต้ทางภาษีมาตั้งแต่กลางปีที่แล้วและบานปลายกลายเป็นเทรดวอร์หรือสงครามการค้าโลกจนกลายเป็น “Trade War Disruption” เป็นภัยป่วนเศรษฐกิจไปทั้งโลก ประเทศไทยเดิมที่กระทรวงพาณิชย์แจงว่าไม่กระทบแต่สภาวะปรากฏการณ์ 5 เดือนแรกส่งออกติดลบร้อยละ 2.7 เฉพาะเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาหดตัวร้อยละ 5.8 จนธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดการขยายตัวของจีดีพีจากเดิมคาดว่าจะโตได้ร้อยละ 4 เหลือเพียงร้อยละ 3.3 และคาดว่าการส่งออกอาจเป็นศูนย์ถึงขั้นติดลบ ขณะที่สถาบันภาคเอกชนประเมินว่าเศรษฐกิจจะเติบโตต่ำกว่านี้

การเจรจาระหว่างคุณทรัมป์กับสี จิ้นผิงในครั้งนี้จึงมีความสำคัญเพราะสหรัฐอเมริกาและจีนเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 1 และ 2 ของโลกและเป็นตลาดสำคัญของการค้าโลก ที่ผ่านมาประเทศต่างๆ ล้วนได้รับผลกระทบอันเป็นผลพวงของการขัดแย้งจนธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟต่างออกมาปรับตัวเลขการขยายตัวทั้งด้านการค้าและเศรษฐกิจโลกที่จะชะลอตัวลง ที่ผ่านมาคู่กรณีทั้งสองต่างเจ็บตัวแต่ที่หนักกว่าคือเศรษฐกิจของจีนที่ถูกสหรัฐอเมริกาเรียกเก็บภาษีสินค้าที่นำเข้าเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 25 โดยเฉพาะเหล็กและอะลูมิเนียม ปีที่แล้วรีดภาษีนำเข้าจากจีนได้ 5.0 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐอาจส่งผลให้จีดีพีของจีนปีนี้เหลือไม่ถึงร้อยละ 5.5  สหรัฐฯยังขู่เพิ่มเติมว่าหากการประชุมที่ญี่ปุ่นไม่จบจะเพิ่มภาษีนำเข้าให้ได้ 2.5-3.0 แสนล้านเหรียญสหรัฐตรงนี้จะกระทบเป็นวงกว้างและอาจกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจโลกรอบใหม่

การเจรจาระหว่างสหรัฐฯกับจีนที่ญี่ปุ่นเป็นการประชุมนอกรอบไม่มีการลงนามข้อตกลงอะไรทั้งนั้น ผู้นำทั้ง 2 ประเทศเห็นพ้องให้เริ่มเจรจากันใหม่ซึ่งคุณทรัมป์ประกาศจะยังไม่เก็บภาษีนำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้นอีก และสหรัฐฯมีท่าทีไม่เร่งรีบลดภาษีที่ได้ขึ้นไปก่อนหน้านี้ อีกทั้งยังมีประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาและอีกหลายประเด็นที่ยังสรุปไม่ได้ ส่วนหนึ่งที่ทรัมป์พักรบสงครามการค้ากับจีนอาจเนื่องมาจากแรงกดดันจากภาคเศรษฐกิจตลอดจนตลาดทุน-ตลาดหุ้นในวอลล์สตรีท รวมถึงสภาวะการว่างงานในประเทศที่ได้รับผลจากการหยุดชะงักของชัพพลายเชนอุตสาหกรรม

ผู้เชี่ยวชาญในต่างประเทศวิเคราะห์ว่าสงครามการค้าครั้งนี้มาไกลเกินกว่าจะจบกันได้ง่ายๆเพราะสร้างบาดแผลความหมองใจและความระแวงอีกทั้งคุณทรัมป์เป็นคนเรรวนเอาแน่เอานอนไม่ได้ การพักสงครามครั้งนี้อาจลอมชอมได้บางส่วนและชั่วคราวเพราะทั้งสหรัฐอเมริกาและจีนต่างได้รับผลกระทบซึ่งคุณทรัมป์ต้องการรักษาฐานคะแนนเสียงและกำลังดีวันดีคืน แต่สงครามการค้าครั้งนี้ขยายตัวไปเกินกว่าที่จะจบกันได้ง่ายๆ ทรัมป์กล่าวหาจีนโดยใช้คำพูดว่า “Rape Our Country” ซึ่งเป็นคำรุนแรงหมายถึงจีนข่มขืนสหรัฐทางด้านเศรษฐกิจ มีการเอาเปรียบ-ปลอมและละเมิดลิขสิทธิ์-สิทธิบัตรต่างๆ มีการโจรกรรมข้อมูลความลับทางการค้า ที่ปรึกษาของทรัมป์แต่ละคนล้วนไม่ชอบจีนเช่น นายปีเตอร์ นาวาร์โร่ 

การเจรจาโดยใช้เวทีประชุมสุดยอดผู้นำ G20 ที่โอซาก้าเป็นแค่ “Coffee Break” มีการวิตกว่าหากจบดีลไม่ได้อาจกลายเป็นการเริ่มต้นของสงครามเย็นทางการค้าและเทคโนโลยี “Trade and Technology Cold War” ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IME) ระบุว่าหากยืดเยื้อเศรษฐกิจโลกอาจหดตัวร้อยละ 0.5 หรือรวม 5.0 แสนล้านเหรียญสหรัฐ การประชุมจี 20 มีข้อสรุปตรงกันว่าผลของสงครามเย็นการค้าโลกจะทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวและมีความเสี่ยงไปสู่วิกฤต ขณะที่สหรัฐอเมริกามีการล็อบบี้ไม่ให้มีการประณามการปกป้องทางการค้าของสหรัฐฯที่มีต่อจีน แต่หลายประเทศในที่ประชุมต้องการเตือนถึงผลกระทบและความตึงเครียดของเศรษฐกิจโลก

ความบาดหมางที่ลงไปถึงระดับมวลชนจีนเกี่ยวข้องกับกรณีของการจับกุ่มนางเมิ่ หว่านโจว ผู้บริหารระดับบิ๊กของหัวเว่ยที่แคนนาดาที่ถูกดึงให้เป็นแบรนด์สัญลักษณ์ของประเทศจีน อาจเป็นแค่จุดเริ่มต้นโดยเมื่อเดือนที่แล้วคุณทรัมป์ลงนามคำสั่งขึ้นบัญชีแบล็คลิสต์ห้ามค้าขายกับหัวเว่ยไม่ให้มีการค้าขายในส่วนที่เกี่ยวกับชิ้นส่วนทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ทำให้ไมโครซอฟต์ เฟสบุ๊ค แอนดรอยด์ปิดระบบกับหัวเว่ย จีนตอบโต้ไม่ขายสินแร่ให้กับไอโฟนและขายอะไหล่ชิ้นส่วนรถไฟฟ้าให้กับบริษัทในสหรัฐอเมริกา

ถึงแม้ในการประชุมจี 20  ที่โอซาก้าประธานาธิปดีทรัมป์มีการลดหย่อนให้ทำธุรกรรมกับหัวเว่ยได้เฉพาะอุปกรณ์ที่ไม่เกี่ยวกับความมั่นคงกับสหรัฐฯ โดยก่อนหน้านั้นผู้นำจีนตอบโต้สหรัฐด้วยการออกเอกสารปกขาวที่เรียกว่า “china's position on the china-us economic and trade consultations” ระบุว่าจีนจะไม่ยอมสหรัฐและจะยึดมั่นบนพื้นฐานความเสมอภาคอีกทั้งเทรดวอร์ไม่ได้ทำให้สหรัฐอเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งโดยระบุว่าสหรัฐจะต้องรับผิดชอบความเสียจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกในครั้งนี้

คำถาม “What next trade war?” อะไรคือสเต็ปต่อไปสงครามทางการค้า ปฏิกิริยาของจีนที่ออกมากำลังส่งสัญญาณว่าจะเป็นคู่กัดของสหรัฐแบบถาวรมีการปลุกระดมคนในประเทศมีป้ายปลุกระดมสัญลักษณ์ธงแดงและรูปเหมา เจ๋อ ตุง ปลุกประชาชนต่อต้านสหรัฐฯ ประธานาธิปดีสี จิ้นผิงประกาศ Long March เหมือนยุคปี ค.ศ.1937 สงครามการค้าจีนระหว่างสหรัฐฯกับจีนกลายเป็น “สงครามทุนนิยมใหม่” ปลุกคนออกมาต่อต้านทุนนิยมอเมริกา มีการหาประเทศพันธมิตรเพื่อล้อมอเมริกาซึ่งอาเซียนก็อยู่ในกลุ่มเป้าหมาย เดือนมิถุนายนที่ผ่านมาจับมือกับประธานาธิบดีปูตินผู้นำรัสเซียมีการประกาศจัดระเบียบโลกใหม่บนความเสมอภาคสร้างข้อตกลงร่วมพันธมิตรและเดือนเดียวกันนายสี จิ้นผิง กับประธานาธิบดีทรัมป์ต่างแย่งซีนเดินทางไปพบ คิม จ็อง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ

ประเทศไทยนอกจากสาละวนกับการฟอร์มรัฐบาลใหม่ที่ไม่จบหลังจากเลือกตั้งมา 3 เดือนเศษคงต้องรับมือกับสภาวการณ์ที่จะเกิดขึ้นทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจโลก รัฐมนตรีต่างประเทศต้องเจ๋งจริงๆไม่ใช่ทำงานตามโปรโตคอลราชการต้องสามารถทำงานเป็นเนื้อเดียวกันกับทีมเศรษฐกิจซึ่งมาจากหลายพรรค    

เวทีระหว่างประเทศมีความซับซ้อนคงไม่ใช่เรื่องการไปจับมือกับผู้นำประเทศต่างๆหรือแค่การรับแขกบ้านแขกเมืองโดยไม่มีประเด็นหรือไม่รู้เรื่องทางเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมที่จะไปเจรจาและต่อรอง ในระดับประเทศเขารู้ไส้ในดีอยู่แล้วว่าใครเป็นใครและกึ๋นมีแค่ไหน ถึงแม้ผลการเจรจาสงครามการค้าโลกเป็นแค่การพักเพื่อไปเจรจากันต่อโดยไม่มีแถลงการณ์ของผู้นำ 2 ประเทศรวมทั้งไม่มีแถลงการณ์ของกลุ่มประเทศจี 20 แต่ก็เป็นสัญญาณที่ดีแต่การเจรจาคงไม่ง่ายเพราะทางการของจีนถูกผูกเรื่องกลายเป็นกระแสชาตินิยมต่อต้านทุนนิยมอเมริกา

ขณะที่สหรัฐฯเป็นการเมืองล้วนๆเพราะปลายปีหน้าเป็นการเลือกตั้งสมัยที่สองของทรัมป์ ซึ่งนโยบายของทรัมป์สร้างคะแนนเสียงคนอเมริกันโดยเฉพาะระดับล่างได้ค่อนข้างดี...สงครามการค้าโลกกระทบเศรษฐกิจไทยทั้งการส่งออกและเศรษฐกิจจะซึมยาวส่งผลให้จีดีพีที่ปีนี้จะขยายตัวได้ไม่ดี การบริโภคภายในประเทศและการลงทุนจะชะลอตัว...สงครามการค้าโลกจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

(สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ทางเว็บไซต์  www.tanitsorat.com หรือ www.facebook.com/tanit.sorat)

ข่าวล่าสุด

กรมชลประทานเผยอ่างเก็บน้ำทั่วไทยน้ำดี เร่งเคลียร์วัชพืชรับหน้าแล้ง