posttoday

ส่องเศรษฐกิจออนไลน์ ตอน : ประชุมสุดยอดผู้นำG20...กับการยุติสงครามการค้าโลก

01 กรกฎาคม 2562

โดย ดร.ธนิต โสรัตน์   รองประธานสภานายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย

โดย ดร.ธนิต โสรัตน์   รองประธานสภานายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หลังจากการจบการประชุมอาเซียนซัมมิทถึงแม้จะไม่ค่อยได้อะไร แต่จบไปได้ด้วยดีมีการผลักดัน “ปฏิญญากรุงเทพ” ปลายสัปดาห์ที่แล้วบินตรงไปเมืองโอซาก้าเพื่อร่วมประชุมกลุ่มผู้นำประเทศเศรษฐกิจระดับบิ๊กของโลกแต่เขาให้ไปในฐานะประธานอาเซียน เห็นว่าเตรียมจะไปพูดเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจของไทยหลังเลือกตั้ง แต่เขาจะให้พูดหรือไม่ตรงนี้ไม่แน่ใจ อย่างน้อยคงใช้เวทีนี้ได้จับมือหรือพูดคุยกับผู้นำประเทศที่เป็นคู่ค้าเห็นว่ามีกำหนดหารือทวิภาคีกับนายกฯญี่ปุ่นและออสเตรียคงได้อะไรติดมือกลับมาบ้าง

การประชุมจี-ทเว็นตี้ หรือ G20 ซึ่งจัดที่ญี่ปุ่นเมื่อวันศุกร์กับเสาร์ที่ผ่านมาหัวข้อหลักที่ทั่วโลกกำลังจับจ้อง คือการเจรจาประเด็นข้อขัดแย้งทางการค้าระหว่างผู้นำสหรัฐและประเทศจีนซึ่งต่างออกมาตรการตอบโต้ทางภาษีมาตั้งแต่กลางปีที่แล้วและบานปลายกลายเป็นเทรดวอร์หรือสงครามการค้าโลกจนกลายเป็น “Trade War Disruption” เป็นภัยป่วนเศรษฐกิจไปทั้งโลก

ประเทศไทยเดิมที่กระทรวงพาณิชย์แจงว่าไม่กระทบแต่สภาวะปรากฏการณ์ 5 เดือนแรกส่งออกติดลบร้อยละ 2.7 เฉพาะเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาหดตัวร้อยละ 5.8 จนธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดการขยายตัวของจีดีพีจากเดิมคาดว่าจะโตได้ร้อยละ 4 เหลือเพียงร้อยละ 3.3 และคาดว่าการส่งออกอาจเป็นศูนย์ถึงขั้นติดลบ ขณะที่สถาบันภาคเอกชนประเมินว่าเศรษฐกิจจะเติบโตต่ำกว่านี้

การเจรจาระหว่างคุณทรัมป์กับสี จิ้นผิงในครั้งนี้จึงมีความสำคัญเพราะสหรัฐอเมริกาและจีนเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 1 และ 2 ของโลกและเป็นตลาดสำคัญของการค้าโลก ที่ผ่านมาประเทศต่างๆล้วนได้รับผลกระทบอันเป็นผลพวงของการขัดแย้งจนธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟต่างออกมาปรับตัวเลขการขยายตัวทั้งด้านการค้าและเศรษฐกิจโลกที่จะชะลอตัวลง ที่ผ่านมาคู่กรณีทั้งสองต่างเจ็บตัวแต่ที่หนักกว่าคือเศรษฐกิจของจีนที่ถูกสหรัฐอเมริกาเรียกเก็บภาษีสินค้าที่นำเข้าเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 25 โดยเฉพาะเหล็กและอะลูมิเนียม ปีที่แล้วรีดภาษีนำเข้าจากจีนได้ 5.0 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐอาจส่งผลให้จีดีพีของจีนปีนี้เหลือไม่ถึงร้อยละ 5.5 สหรัฐฯยังขู่เพิ่มเติมว่าหากการประชุมที่ญี่ปุ่นไม่จบจะเพิ่มภาษีนำเข้าให้ได้ 2.5-3.0 แสนล้านเหรียญสหรัฐตรงนี้จะกระทบเป็นวงกว้างและอาจกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจโลกรอบใหม่

บทความนี้ส่งต้นฉบับก่อนที่จะทราบผลการประชุมแต่ประเมินว่าอาจลอมชอมได้บางส่วนเพราะทั้งสหรัฐอเมริกาและจีนต่างได้รับผลกระทบซึ่งคุณทรัมป์ต้องการรักษาฐานคะแนนเสียงซึ่งกำลังดีวันดีคืน แต่สงครามการค้าครั้งนี้ขยายตัวไปเกินกว่าที่จะจบกันได้ง่ายๆ ทรัมป์กล่าวหาจีนโดยใช้คำพูดว่า “Rape Our Country” ซึ่งเป็นคำรุนแรงหมายถึงจีนข่มขืนสหรัฐทางด้านเศรษฐกิจ มีการเอาเปรียบ-ปลอมและละเมิดลิขสิทธิ์-สิทธิบัตรต่างๆ มีการโจรกรรมข้อมูลความลับทางการค้า ที่ปรึกษาของทรัมป์แต่ละคนล้วนไม่ชอบจีนเช่น นายปีเตอร์ นาวาร์โร่ การเจรจาโดยใช้เวทีประชุมสุดยอดผู้นำ G20 ที่โอซาก้าอาจเห็นการปะทะคารมของผู้นำอภิมหาอำนาจและคงยังไม่จบกันได้ง่ายๆมีการวิตกว่าอาจกลายเป็นการเริ่มต้นของสงครามเย็นทางการค้าและเทคโนโลยี “Trade and Technology Cold War”

กรณีของการจับกุ่มนางเมิ่ง หว่านโจว ผู้บริหารระดับบิ๊กของหัวเว่ยที่แคนนาดาอาจเป็นแค่จุดเริ่มต้นโดยเมื่อเดือนที่แล้วทรัมป์ลงนามคำสั่งขึ้นบัญชีแบล็คลิสต์ห้ามค้าขายกับหัวเว่ยไม่ให้มีการค้าขายในส่วนที่เกี่ยวกับชิ้นส่วนทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ทำให้ไมโครซอฟต์ เฟสบุ๊ค แอนดรอยด์ปิดระบบกับหัวเว่ย จีนตอบโต้ไม่ขายสินแร่ให้กับไอโฟนและขายอะไหล่ชิ้นส่วนรถไฟฟ้าให้กับบริษัทในสหรัฐอเมริกา

ล่าสุดผู้นำจีนตอบโต้สหรัฐด้วยการออกเอกสารปกขาวที่เรียกว่า “China's Position on the China-US Economic” ระบุว่าจีนจะไม่ยอมสหรัฐและจะยึดมั่นบนพื้นฐานความเสมอภาคอีกทั้งเทรดวอร์ไม่ได้ทำให้สหรัฐอเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งโดยระบุว่าสหรัฐจะต้องรับผิดชอบความเสียจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกในครั้งนี้

คำถาม “What next trade war?” อะไรคือสเต็ปต่อไปสงครามทางการค้า ปฏิกิริยาของจีนที่ออกมากำลังส่งสัญญาณว่าจะเป็นคู่กัดของสหรัฐมีการปลุกระดมคนในประเทศมีป้ายปลุกระดมสัญลักษณ์ธงแดงและเหมา เจ๋อ ตุง ปลุกประชาชนต่อต้านสหรัฐฯ ประธานาธิปดีสี จิ้นผิงประกาศ Long March เหมือนยุคปี ค.ศ.1937 สงครามการค้าจีนระหว่างสหรัฐฯกับจีนกลายเป็น “สงครามทุนนิยมใหม่” ปลุกคนออกมาต่อต้านทุนนิยมอเมริกามีการหาประเทศพันธมิตรเพื่อล้อมอเมริกาซึ่งอาเซียนก็อยู่ในกลุ่มเป้าหมาย เดือนมิถุนายนที่ผ่านมาจับมือกับประธานาธิปดีปูตินผู้นำรัสเซียและเดือนเดียวกันเดินทางไปพบคิมจองอึนผู้นำเกาหลีเหนือ หลังจากนั้นผู้นำจีนมีการประกาศจัดระเบียบโลกใหม่บนความเสมอภาคสร้างข้อตกลงร่วมพันธมิตร

ประเทศไทยคงต้องรับมือกับสภาวการณ์ที่จะเกิดขึ้นทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจโลกรัฐมนตรีต่างประเทศต้องเจ๋งจริงๆไม่ใช่ทำงานตามโปรโตคอลราชการเป็นหุ่นยนต์แบบไขลานยุคเก่าและต้องสามารถทำงานเป็นเนื้อเดียวกันกับทีมเศรษฐกิจซึ่งมาจากหลายพรรค เวทีระหว่างประเทศคงไม่ใช่เรื่องการไปลอยหน้าลอยตาจับมือกับผู้นำประเทศต่างๆหรือแค่การรับแขกบ้านแขกเมืองโดยไม่มีประเด็นหรือไม่รู้เรื่องทางเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมที่จะไปเจรจาและต่อรอง ในระดับประเทศเขารู้ไส้ในดีอยู่แล้วว่าใครเป็นใครและกึ๋นมีแค่ไหน

การประชุมสุดยอดผู้นำจี20ที่ประเทศญี่ปุ่นซึ่งได้บรรจุวาระเศรษฐกิจโลกแต่ความหวังอยู่ที่การเจรจาของสองผู้นำอภิมหาอำนาจหากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงไปในทางที่ดีจะกลายเป็นหายนะของโลก การเจรจาคงไม่ง่ายเพราะของจีนถูกผูกเรื่องกลายเป็นกระแสชาติต่อต้านทุนนิยมอเมริกา

ขณะที่สหรัฐฯเป็นการเมืองล้วนๆเพราะปลายปีหน้าเป็นการเลือกตั้งสมัยที่สองของทรัมป์ ซึ่งนโยบายของทรัมป์สร้างคะแนนเสียงคนอเมริกันโดยเฉพาะระดับล่างได้ค่อนข้างดี แต่อย่างน้อยคงสามารถตกลงอะไรกันได้บ้างแต่คงไม่จบเป็นซีรีย์ยาว...สงครามการค้าโลกจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปจริงไหมครับ
(สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ทางเว็บไซต์ www.tanitsorat.com หรือ www.facebook.com/tanit.sorat)

ข่าวล่าสุด

กรมชลประทานเผยอ่างเก็บน้ำทั่วไทยน้ำดี เร่งเคลียร์วัชพืชรับหน้าแล้ง