บอร์ดกองทุนฟื้นฟูฯลุยปลดหนี้เกษตรกร
“กฤษฎา” เร่งแก้หนี้สมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ 131 ราย หวังลดปัญหาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกร
“กฤษฎา” เร่งแก้หนี้สมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ 131 ราย หวังลดปัญหาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกร
นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ภายหลังการประชุมคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันที่ 14 มี.ค. 2562 มีเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ได้เรียกร้องขอให้ช่วยในเรื่องการชำระหนี้แทนเกษตรกร ซึ่งเป็นลูกหนี้สหกรณ์การเกษตร ลูกหนี้ธนาคารพาณิชย์ นิติบุคคล และขอความร่วมมือกับสหกรณ์เจ้าหนี้ทั่วประเทศ รวมทั้งธนาคารพาณิชย์และนิติบุคคล ชะลอการดำเนินคดีกับเกษตรกรออกไป 2 ปี เพื่อลดปัญหาการบังคับคดี ขายทอดตลาดทรัพย์ ซึ่งจะสร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกร
ทางกระทรวงเกษตรฯ ได้หารือร่วมกับกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) สหกรณ์เจ้าหนี้ ของเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อน รวมทั้งธนาคารพาณิชย์และนิติบุคคล จนได้ข้อยุติว่า กฟก.สามารถเข้าไปชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์และธนาคารต่างๆ แทนเกษตรกรลูกหนี้ หลังจากนั้นให้เกษตรกรลูกหนี้มาทำสัญญาชำระหนี้ให้แก่กองทุนฟื้นฟูฯ แทน พร้อมอัตราดอกเบี้ยระหว่าง 0.50-1.50% ต่อปีและโอนหลักทรัพย์ค้ำประกันมาเป็นของกองทุนและคืนหลักทรัพย์เมื่อชำระหนี้ครบตามสัญญา ภายในระยะเวลาไม่เกิน 20 ปี
ทั้งนี้ จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเรื่องหนี้สินเกษตรกรได้จำนวน 131 ราย คิดเป็นมูลหนี้รวม 121.4 ล้านบาท และยังเห็นชอบให้จัดการหนี้ลูกหนี้ธนาคารพาณิชย์และนิติบุคคลอีก 10 ราย มูลหนี้รวม 3.23 ล้านบาท รวมถึงชะลอการดำเนินคดีกับเกษตรกรออกไป 2 ปี เพื่อลดปัญหาการบังคับคดี ขายทอดตลาดหลักทรัพย์ ในการชำระหนี้แทนเกษตรกรครั้งนี้ กฟก.จะเร่งดำเนินการให้เสร็จภายใน 15 วัน หรือไม่เกิน31 มี.ค. 2562 เพื่อให้สถาบันเจ้าหนี้สามารถปิดบัญชีลูกหนี้ได้ทันในปีงบประมาณ 2561 ของสหกรณ์การเกษตร
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงเดือน ส.ค. 2561 มีเกษตรกรสมาชิก กฟก.ได้ร้องขอให้กระทรวงเกษตรฯ เจรจากับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้เจรจาสำเร็จ และนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติเมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2561 ให้กับลูกหนี้ที่เป็นหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2560 จำนวน 36,605 ราย คิดเป็นยอดหนี้เงินต้น 6,382 ล้านบาท และดอกเบี้ย 3,829 ล้านบาท โดยเงินต้นครึ่งหนึ่งให้เกษตรกรผ่อนจ่ายตามกรอบเวลาไม่เกิน 15 ปี คิดอัตราดอกเบี้ยที่อัตรา MRR-3 และเมื่อเกษตรกรผ่อนจนหมดแล้ว ธ.ก.ส.จะพิจารณายกดอกเบี้ยที่พักไว้ให้ ส่วนเงินต้นที่เหลืออยู่อีกครึ่งจะให้เกษตรกรมาปรับโครงสร้างหนี้ใหม่


