posttoday

นัดระดมสมองเช็กบิลออนไลน์เถื่อนวางกรอบป้องกันหลอกลวง

09 มีนาคม 2562

สคบ.เร่งเครื่องตีกรอบคุมธุรกิจสินค้าออนไลน์ หวังให้ทันเกมผู้ค้า เนื่องจากยังมีผู้หลบเลี่ยงไม่ขึ้นทะเบียนขายตรง

สคบ.เร่งเครื่องตีกรอบคุมธุรกิจสินค้าออนไลน์ หวังให้ทันเกมผู้ค้า เนื่องจากยังมีผู้หลบเลี่ยงไม่ขึ้นทะเบียนขายตรง

พ.ต.อ.ประทีป เจริญกัลป์ ผู้อำนวยการกองคุ้มครองผู้บริโภคด้านธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า ปลายเดือน มี.ค.นี้ สคบ.จะนัดประชุมครั้งใหญ่เพื่อหารือแนวทางการควบคุมธุรกิจสินค้าออนไลน์แบบเบ็ดเสร็จ โดยเชิญทุกหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาร่วมกันหารือถึงแนวทางการควบคุมและการป้องกันปัญหาการหลอกลวง

ทั้งนี้ จะเชิญทั้งหน่วยงานที่ดู ด้านมาตรฐานสินค้า เช่น สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รวมทั้งหน่วยงานด้านความมั่นคง เช่น กองบังคับการปราบปรามการ กระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) และหน่วยงานที่ดูด้านสื่อออนไลน์โดยเฉพาะ คือ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เช่นเดียวกับสถาบันการเงินด้วย

พ.ต.อ.ประทีป กล่าวว่า เหตุผลที่ต้องเรียกประชุมครั้งนี้ เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีการออกแผนงานดำเนินการมามากแล้ว แต่เรื่องการซื้อสินค้าออนไลน์เป็นประเด็นที่มีการร้องเรียนมากและยังพบเห็นในสื่อต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ประกอบธุรกิจมีความพยายามในการหลบเลี่ยง ดังนั้นการนัดมาประชุมกันอีกครั้งนี้น่าจะมีความก้าวหน้าในการหาทางควบคุมให้เกิดผลมากขึ้นกว่าในปัจจุบัน เพราะหากปล่อยให้ผ่านไประยะเวลานานปัญหาต่างๆ จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น

"การเชิญทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับออนไลน์มาคุยกันเรื่องนี้ เพื่อร่วมกันวางแนวทางแก้ไขในอนาคตให้ปัญหาหมดลงไปอย่างไร และผู้บริโภคจะได้รับความปลอดภัยจากการซื้อสินค้าออนไลน์" พ.ต.อ.ประทีป กล่าว

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา พล.ต.ต. ประสิทธิ์ เฉลิมวุฒิศักดิ์ เลขาธิการ สคบ. ได้เร่งหาแนวทางดึงผู้ประกอบธุรกิจ เข้ามาจดทะเบียนขายตรง และตลาด แบบตรงกับ สคบ.ให้ถูกต้อง โดยเฉพาะในรายที่มียอดขายเกิน 1.8 ล้านบาท/ปี ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีอยู่หลายแสนราย แต่มีผู้มาจดทะเบียนจริงกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเพียง 4 หมื่นราย และมาจดทะเบียนกับ สคบ.เพียงแค่หลัก 100 รายเท่านั้น หากผู้ใดไม่รีบมาจดทะเบียนจะมีบทลงโทษ คือจำคุก 1 ปี และปรับ 1 แสนบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ แล้วแต่กรณี

ทั้งนี้ ในปี 2562 กองขายตรงและตลาดแบบตรงได้รับมอบนโยบายจาก ผู้บริหารมาแล้วให้ควบคุมสินค้าออนไลน์เป็นพิเศษ และสามารถใช้อำนาจทางกฎหมายเข้าไปดำเนินการได้ในทันที ซึ่งขณะนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ สคบ.ไปตรวจสอบ ทำการล่อซื้อ และสุ่มตรวจการขายสินค้าออนไลน์ จากผู้ประกอบธุรกิจหลายรายแล้ว หากพบว่าไม่จดทะเบียนถูกต้อง จะมีความผิดและถูกลงโทษอย่างเด็ดขาดทันที เช่นเดียวกับกรณีการหลอกลวงขายสินค้าออนไลน์ไม่ตรงตามโฆษณา ก็ต้องถูกลงโทษตามกฎหมายว่าด้วยการโฆษณา

นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจที่จดทะเบียนแต่ไม่ได้นำหลักประกันการประกอบธุรกิจมาวางต่อนายทะเบียนของ สคบ. ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นการดำเนินการตามกฎกระทรวงว่าด้วยหลักประกันการประกอบธุรกิจขายตรงและตลาด แบบตรง พ.ศ. 2561 ที่มีผลบังคับ ใช้ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 20 พ.ย. 2561 ที่ ผ่านมา แต่จากการเปิดให้ผู้ประกอบ ธุรกิจมาดำเนินการตามกฎหมายนั้น กลับมีผู้มาวางหลักประกันเพียง 40% เท่านั้น ทำให้ สคบ.ได้เพิกถอนทะเบียนการประกอบธุรกิจไปแล้ว และในช่วง ต่อจากนี้หากตรวจพบว่ารายใดยังคงขายสินค้าอยู่จะต้องถูกลงโทษตามกฎหมายต่อไป

ข่าวล่าสุด

เตรียมจัด ‘บางกอกเจมส์ ครั้งที่ 73’ ดันอัญมณีไทยสู่ฮับโลก คาดเงินสะพัด 150 ล้านดอลลาร์