posttoday

ไทยลุ้นรับข่าวดี ปลดล็อกไอยูยู

07 มกราคม 2562

พล.อ.ฉัตรชัย ร่วมประชุมความร่วมมือการจัดการประมงยั่งยืนในมหาสมุทร ที่เบลเยียม หวังได้รับข่าวดีเรื่องการประมงไทย

โดย... สิทธินี ห่วงนาค

กว่า 3 ปี ภายหลังประเทศไทยติดหล่มสหภาพยุโรปให้ใบเหลืองจากการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน ไร้การควบคุม (ไอยูยู) ตั้งแต่วันที่ 21 เม.ย. 2558 ได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมประมงไทยที่มียอดการส่งออกปีละกว่าแสนล้านบาทลดลง กดดันให้ไทยต้องสังคายนาการทำประมงทั้งระบบแบบเบ็ดเสร็จ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นในการทำประมงของไทยกลับมา เป้าหมายสูงสุดคือปลดใบเหลือง และการทำประมงที่ยั่งยืน ซึ่งก็คือไทยปลอดจากการทำประมงผิดกฎหมาย หรือไอยูยูฟรี แม้จะไม่มีอียูมาควบคุมก็ตาม

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาการประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน ไร้การควบคุม มาตั้งแต่ต้น มีกำหนดเดินทางไปบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เพื่อร่วมประชุมความร่วมมือการจัดการประมงยั่งยืนในมหาสมุทร ระหว่างวันที่ 7-10 ม.ค. 2562 โดยหวังว่าจะได้ข่าวดีในเรื่องการประมงไทย ว่าสหภาพยุโรปจะมีมติอย่างไรต่อการแก้ไขปัญหาการทำประมงไอยูยูตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ที่ได้ใบเหลือง ส่งผลให้อุตสาหกรรมประมงของไทยชะงักงัน จึงเป็นครั้งแรกที่รัฐ เอกชน และองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) ร่วมกันสะสางปัญหาประมงไทยทั้งระบบตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

"จากความพยายามของไทยในการแก้ไขปัญหาทั้งเรือ แรงงานประมง ขั้นตอนการทำประมง ระบบแรงงานในอุตสาหกรรมประมงทั้งหมดก็คาดว่าน่าจะมีโอกาสที่ไทยจะได้ข่าวดีจากสหภาพยุโรป และเป้าหมายของไทยต่อไปคือ ไอยูยูฟรี ไม่ว่าไทยจะได้รับการปลดใบเหลืองหรือไม่ ภาคประมงของไทยในอนาคตจะปลอดการทำผิดกฎหมาย เพื่อความยั่งยืนของทรัพยากรทางทะเล"

ที่ผ่านมาไทยได้ตั้งศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม อาทิ กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม กระทรวงแรงงาน และกองทัพเรือมาเป็นคณะกรรมการ โดยหลังจาก ศปมผ.มีการตรวจสอบการทำประมงไทยที่ผ่านมาทั้งหมด พบว่าเรือประมงไทยกว่า  5 หมื่นลำ แทบจะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ที่ใช้บังคับมาตั้งแต่ปี 2490 และกฎหมายแทบไม่มีสภาพบังคับใช้ ทำให้ทรัพยากรประมงทะเลของไทยแทบหมดสิ้นในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

พล.อ.ฉัตรชัย ระบุว่า นอกจากนี้ยังแก้ไขกฎหมายประมง พ.ศ. 2558 โดยการออกพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2560 การแก้ไขกฎหมายแรงงาน และการแก้ไขกฎหมายเพื่อการบริหารกองเรือของกรมเจ้าท่า รวมถึงการออก คำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อีกหลายฉบับ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาสามารถทำได้ทันที ในฐานะที่ไทยเป็นรัฐเจ้าของธง รัฐเจ้าของท่า รัฐเจ้าของตลาด รัฐเจ้าของชายฝั่ง ดังนั้นเพื่อแก้ไขไอยูยู จะต้องมีการแก้ใน 3 เรื่อง คือ เรือประมงถูกต้อง แรงงานถูกต้อง การทำประมงถูกต้อง

ทั้งนี้ ในประเด็นของเรือถูกต้อง พระราชกำหนดประมงฯ และคำสั่ง คสช. รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้มีการกำหนดให้ทำทะเบียนเรือใหม่ให้ถูกต้อง เพื่อทราบจำนวนเรือที่แท้จริงและขนาดเรือที่แท้จริง โดยกำหนดให้มีการทำอัตลักษณ์เรือใหม่ การกำหนดให้เรือที่มีขนาด 30 ตันกรอสขึ้นไปต้องขึ้นทะเบียนเรือ ต้องติดวีเอ็มเอสเพื่อป้องกันการสวมทะเบียนเรือ รวมถึงเรือที่เกี่ยวเนื่องกับการทำประมง 7 ประเภท เช่น เรือขนถ่ายน้ำมัน ขนถ่ายสินค้าประมง และควบคุมเรือที่ไม่ได้รับอนุญาตทำประมง โดยออกคำสั่ง คสช.เพื่อจอดตรึงเรือ

นอกจากนั้น ได้กำหนดชนิดเครื่องมือประมงที่อนุญาตให้ทำประมง และกำหนดให้ชาวประมงต้องขึ้นทะเบียนตามรอบปีประมง เพื่อขออนุญาตวันทำประมงเพื่อให้สอดคล้องกับทรัพยากรประมงที่มี หรือเอ็มเอสวาย ซึ่งเฉลี่ยสองฝั่งทะเลของไทยอยู่ที่ประมาณ 220-240 วัน/ปี

ส่วนประเด็นแรงงานถูกต้อง ได้แก้ไขกฎหมายแรงงานโดยออกเป็นพระราชกำหนดบริหารแรงงานต่างด้าว ฉบับที่ 1 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2660  และฉบับที่ 2 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2561 เพื่อให้สอดรับกับสากล รวมถึงให้สัตยาบันในพิธีสารส่วนเสริมอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 29 และฉบับที่ 188 หรือ C188 ว่าด้วยการทำงานบนเรือประมง และสวัสดิการของลูกเรือ

รวมถึงการอนุญาตให้มีการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวตามกรอบระยะเวลาที่ผ่านมา และกำหนดโทษรุนแรงกรณีพบว่าจ้างแรงงานผิดกฎหมายหรือค้ามนุษย์ ทำให้ในปีที่ผ่านมาไทยถูกปลดจากรายชื่อประเทศที่ขึ้นบัญชี TIER 2 WATCHLIST มาอยู่ระดับ TIER2

สำหรับประเด็นสุดท้าย การประมงถูกต้อง ได้ตั้งศูนย์ควบคุมและเฝ้าระวังการทำประมงทั้งระบบ หรือ FMC ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ที่เชี่ยวชาญ ตรวจติดตามและวิเคราะห์พฤติกรรมเรือประมงผ่านระบบวีเอ็มเอส รวมถึงยกระดับศูนย์แจ้งเข้าออกท่าเทียบเรือประมง หรือ PIPO ขณะเดียวกันยังได้กำหนดท่าเทียบเรือสำหรับสินค้าประมงทั้งใช้ในประเทศ หรือเพื่อการแปรรูปและส่งออกสำหรับเรือไทยและเรือต่างชาติ

กรณีเรือต่างชาติกำหนดไว้ 22 ท่า และมีระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าประมงทั้งหมดเพื่อให้ทราบที่มาของแหล่งสินค้าประเทศ ซึ่งในส่วนของไทยได้ ร่วมมือกับหลายประเทศเพื่อแก้ไขไอยูยู ในประเทศต้นทางสินค้าหรือรัฐเจ้าของธง เช่น ไต้หวัน สเปน นิวซีแลนด์ หมู่เกาะมาร์แชลล์ และกัมพูชา

ในขณะที่ด้านการดำเนินการทางกฎหมายเพื่อแสดงให้เห็นว่าไทยจริงจังกับการตรวจสอบติดตามการทำประมงผิดกฎหมาย จึงได้ประสานกับทางศาล อัยการ และตำรวจในขั้นตอนการพิจารณาคดีที่เกี่ยวกับการทำประมง ทำให้ในปีที่ผ่านมาสามารถจับกุมและพิจารณาตัดสินคดีที่ค้างตั้งแต่ปี 2558-2561 ได้กว่า 4,000 คดี และจับกุมดำเนินคดีกับเรือประมงต่างชาติที่ผิดกฎหมายได้จำนวนมาก โดยลงโทษปรับกว่า 400 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม จากการดำเนินการทั้งหมดทำให้ปัจจุบันเรือประมงไทยทั้งหมดจาก 5 หมื่นลำ มีกองเรือที่ ถูกต้อง 38,495 ลำ แบ่งเป็นเรือประมงพาณิชย์ 10,565 ลำ และเรือประมงพื้นบ้าน 27,930 ลำ ซึ่งจำนวนเรือที่ ลดลงไป 1.2 หมื่นลำ ทำให้การจับสัตว์น้ำในทะเลไทยเพิ่มขึ้นจากอดีตถึงปี 2558 จับได้เฉลี่ย 99 ตัน/ปี เป็นจับได้ 113 ตัน/ปี ในปี 2559 และในปี 2560 จับได้ 125 ตัน/ปี

ผลจากการเข้าประชุมความร่วมมือการจัดการประมงยั่งยืนในมหาสมุทรครั้งนี้ ต้องติดตามว่าความพยายามของรัฐบาลไทยกับทุกภาคส่วนที่ช่วยกันแก้ไขประมงไอยูยู สู่ความยั่งยืนของประมงไทย จะได้รับคำตอบจากอียูอย่างไรบ้าง

ข่าวล่าสุด

ศึกชิงนายกฯ คนที่ 33! Nation เปิดเวทีดีเบต “จุดเปลี่ยนประเทศไทย”