ดัชนีผลผลิตอุตฯร่วงตามวิกฤตยุโรป

วันที่ 27 ก.ค. 2555 เวลา 14:45 น.
ดัชนีผลผลิตอุตฯร่วงตามวิกฤตยุโรป
ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมร่วง ผลกระทบวิกฤตยุโรปทำพิษ กลุ่มอาหาร สิ่งทอ ติดลบต่อเนื่อง

 

นายโสภณ ผลประสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ)ในช่วงไตรมาส 2 (เม.ย.-มิ.ย.2555) ติดลบ 1.61% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 69.2% ขณะที่ค่าดัชนีเดือนมิ.ย. 2555 อยู่ที่ระดับ 182.39 ติดลบ 9.6%  เนื่องจากไทยเริ่มได้รับผบกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจสหภาพยุโรป (อียู) ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหาร สิ่งทอ เป็นต้น

ทั้งนี้  เห็นได้จากการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบ (ไม่รวมทองคำ) ในเดือนมิ.ย. ลดลง 12.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการลดลงของการผลิตในอนาคต ขณะที่การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมในเดือนมิ.ย. หดตัวลง 1.4%

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมรายสาขาที่การผลิตลดลง ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ที่ในไตรมาส 2 การผลิตลดลง 21.3% รวมครึ่งปีแรดารผลิตลดลง 4.3% และคาดว่าทั้งปีการผลิตจะลดลง 4.3% เนื่องจากราคาอาหารสัตว์ที่แพงขั้น สินค้าวัตถุดิบที่จำเป็นต้องนำเข้ามีน้อยลงและราคาแพง รวมถึงได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤตอียู และสหรัฐอเมริกา เพราะเป็นตลาดใหญ่ เมื่อคู่ค้าต้องใช้จ่ายน้อยลงก็ได้หันไปสั่งซื้อสินค้าจากประเทศใกล้เคียงมากขึ้น เพราะมีราคาสินค้าที่ถูกกว่าไทยจากต้นทุนการขนส่งที่ถูกกว่า

ขณะที่อุตสาหกรรมสิ่งทอตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ได้แก่ เส้นใยสิ่งทอ การผลิตในไตรมาส 2 ลดลง 37.7% ครึ่งปีติดลบ 38.3% และทั้งปีคาดว่าจะลดลง 27.2% อุตสาหกรรมผ้าผืนไตรมาส2 ผลิตลดลง 17.5% ครึ่งปีติดลบ 20.9% และทั่งปีคาดว่าจะติดลบ 13.16% ส่วนกลุ่มเสื้อผ้าสำเร็จรูปไตรมาส 2 การผลิตลดลง10.4% ครึ่งปีแรกติดลบ 13.3% และทั้งปีติดลบ 8.2% เนื่องจากอุตสาหกรรมสิ่งทอได้รับผลกระทบจากราคาวัตถุดิบที่ผันผวน การขาดแคลนแรงงาน ตลาดหลักชะลอตัวลง และเกิดการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

ด้านอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ การผลิตในไตรมาส 2 ลดลง 17% ครึ่งปีแรกติดลบ 20% และทั้งปีคาดว่าจะขยายตัวได้ 12% เพราะหลายบรษัทยังฟื้นตัวจากน้ำท่วมครั้งที่ผ่านไม่เต็มที่ รวมถึงได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก แต่ภาพรวมทั้งปีจะกลับมาเป็นบวกได้เพราะไตรมาส 4 การขยายตัวจะสูงมาก เนื่องจากปีที่แล้วฐานต่ำมาก

ดังนั้นแนวโน้มภาวะอุตสาหกรรมเดือนก.ค.2555 จึงมีแนวโน้มชะลอตัว เนื่องจากเศรษฐกิจอยู่ในภาวะเสี่ยงสูงขึ้นจากปัญหาอียูที่ยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่พึ่งพาตลาดยุโรป ซึ่งมีสัดส่วน 11% ของการส่งออกทั้งหมด ขณะเดียวกันตลาดส่งออกจีนที่มีสัดส่วน 12% อาจจะขยายตัวลดลง เพราะอุปสงค์ของจีนชะลอตัวจากการส่งออกไปยุโรปน้อยลง

อย่างไรก็ตาม สศอ.ยังคาดการณ์การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมทั้งปี 2555 โดยจีดีพีอุตสาหกรรมจะขยายตัว 4.5-5.5% และเอ็มพีไอจะขยายตัว 6-7% เนื่องจากอุตสาหกรรมทยอยฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการฟื้นตัวการบริโภคในประเทศจากนโยบายรัฐบาล เข่น ค่าแรง 300 บาท รถคันแรก จำนำสินค้าเกษตร เป็นต้น ที่ช่วยให้กำลังซื้อประชาชนในประเทศเพิ่มขึ้น

บทความแนะนำ