"หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ" ทิ้งไปแค่ธาตุ เหลือไว้แต่ธรรม

  • วันที่ 03 ก.พ. 2562 เวลา 20:27 น.

"หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ" ทิ้งไปแค่ธาตุ เหลือไว้แต่ธรรม

หลวงพ่อคูณสอนคนอย่างใดก็ประพฤติตนอย่างนั้น คือ ไม่ตั้งตนอยู่ในความประมาท แล้วท่านก็ทำตัวเป็นแบบอย่างให้เห็นด้วยพินัยกรรมที่เขียนไว้ก่อนมรณภาพ

*******************************

โดย...วรธาร ทัดแก้ว

วันที่ 29 ม.ค. 2562 มวลประชาชนและชาวพุทธจากทั่วสารทิศต่างเดินทางไปร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพ พระเทพวิทยาคม หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ณ บริเวณฌาปนสถานชั่วคราว วัดหนองแวง พระอารามหลวง ภายในเกาะกลางน้ำ ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น ซึ่งทางมหาวิทยาลัยขอนแก่นและศิษยานุศิษย์ได้จัดสร้างเมรุลอยนกหัสดีลิงค์ส่งดวงวิญญาณสู่สวรรค์ ตามความเชื่อของคนไทยภาคอีสาน เพื่อแสดงออกถึงความอาลัยและความกตัญญูกตเวทีตต่อหลวงพ่อคูณ

แน่นอนว่าทุกชีวิตบนโลกใบนี้ย่อมตกอยู่ในสภาวะธรรมชาติที่เรียกว่า สามัญลักษณะ หรือกฎของไตรลักษณ์ ได้แก่ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป หรือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หลวงพ่อคูณก็เช่นกันหนีไม่พ้น แต่ท่านเป็นพระที่ไม่ประมาทในชีวิต ท่านสอนคนอย่างใดก็ประพฤติตนอย่างนั้น คือ ไม่ตั้งตนอยู่ในความประมาท แล้วท่านก็ทำตัวเป็นแบบอย่างให้เห็น

การเขียนพินัยกรรมไว้ก่อนมรณภาพ เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดว่า หลวงพ่อคูณเป็นผู้ที่ไม่ประมาทในชีวิต โดยพินัยกรรมนั้นท่านเขียนไว้ล่วงหน้า 2 ฉบับ ฉบับแรก ทำไว้เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2536 ฉบับที่ 2 วันที่ 25 มิ.ย. 2543 เท่ากับว่า เขียนไว้ก่อนมรณภาพ 22 และ 15 ปี ตามลำดับ (ท่านมรณภาพปี 2558) ซึ่งการเขียนฉบับที่ 2 ท่านให้ยกเลิกฉบับแรก

สำหรับเนื้อหาพินัยกรรมฉบับที่ 2 ลงวันที่ 25 มิ.ย. 2543 มีข้อความว่า อาตมาหลวงพ่อคูณ อายุ 77 ปี ถิ่นพำนักวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ขอทำพินัยกรรมกำหนดการ เผื่อถึงการมรณภาพ เกี่ยวกับเรื่องการจัดงานศพของอาตมา ภายหลังที่อาตมาถึงมรณภาพลง

1.ศพของอาตมา ให้มอบแก่มหาวิทยาลัยขอนแก่นภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากมรณภาพลง เพื่อให้มหาวิทยาลัยขอนแก่นมอบให้ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นำไปศึกษาค้นคว้าตามวัตถุประสงค์ของภาคต่อไป 2.พิธีกรรมศาสนา การสวดอภิธรรมศพ ให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทำพิธีสวดพระอภิธรรมศพที่คณะแพทยศาสตร์ 7 วัน ตั้งแต่ถึงวันมรณภาพลง

3.การจัดทำพิธีบำเพ็ญกุศลเมื่อสิ้นสุดการศึกษาค้นคว้าของภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นแล้ว ให้จัดงานแบบเรียบง่าย ละเว้นการพิธีสมโภชใดๆ และห้ามขอพระราชทานเพลิงศพโกศ และพระราชพิธีอื่นๆ เป็นกรณีพิเศษเป็นการเฉพาะ โดยให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กระทำพิธีเช่นเดียวกับการจัดพิธีศพของอาจารย์ใหญ่นักศึกษาแพทย์ประจำปีร่วมกับอาจารย์ใหญ่ท่านอื่น แล้วเผา ณ ฌาปนสถานวัดหนองแวง พระอารามหลวง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น หรือวัดอื่นใดที่คณะแพทยศาสตร์เห็นสมควรและเหมาะสม โดยทำพิธีเผาให้เสร็จสิ้นที่ จ.ขอนแก่น

4.เมื่อดำเนินตามข้อ 3 เสร็จสิ้นแล้ว อัฐิ เถ้าถ่าน และเศษอังคารทั้งหมด ให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นำไปลอยที่แม่น้ำโขง จ.หนองคาย ตามที่เห็นสมควรและเหมาะสม 5.ค่าใช้จ่ายและเงินอื่นใดที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการตามนัย ข้อ 2, 3 และ 4 ให้ดำเนินการ ดังนี้

5.1 ค่าใช้จ่ายในการจัดงานและบำเพ็ญกุศลศพทั้งหมด ให้นำเงินที่อาตมาบริจาคให้แก่ภาควิชาวิทยาศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อปี 2536 เป็นเงินเริ่มต้นในการดำเนินการจัดงานศพ ถ้าไม่เพียงพอให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทดรองจ่ายไปก่อน

5.2 ในการจัดการและบำเพ็ญกุศลศพ ตามนัยข้อ 5.1 หากมีเงินเหลือหรือมีผู้บริจาคสมทบ ให้คืนเงินที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทดรองจ่ายไปก่อนให้เสร็จสิ้น

5.3 หากมีเงินเหลืออยู่อีกหลังจากดำเนินการตามนัย ข้อ 5.1 และข้อ 5.2 แล้ว ให้มอบแก่กองทุนพระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฎ์ (หลวงปู่เทสก์) เพื่อนำไปใช้ในกิจกรรมช่วยเหลือพระสงฆ์ที่อาพาธประจำหอผู้ป่วยหอสงฆ์อาพาธ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หรือให้ดำเนินการอย่างอื่นตามที่อาตมา หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ เห็นสมควร โดยอาตมาจะแสดงความประสงค์ให้ทราบเป็นลายลักษณ์อักษรเพิ่มเติมแนบไว้ให้ทราบต่อไป หากไม่ดำเนินการให้ถือตามความในตอนต้นเท่านั้น

6.ให้นายอำเภอด่านขุนทด ศึกษาธิการอำเภอด่านขุนทด และคณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกันเป็นผู้จัดการศพ มีอำนาจดำเนินการให้เป็นไปตามพินัยกรรมนี้ 7.ให้ยกเลิกพินัยกรรม ฉบับวันที่ 15 ก.ย. 2536 หรือฉบับอื่นใดที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ และให้ยึดถือพินัยกรรมฉบับนี้แทน 8.พินัยกรรมฉบับนี้ ต้นฉบับเก็บรักษาไว้ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และได้มีการทำสำเนาไว้อีก 3 ชุด เก็บรักษาไว้ที่วัดบ้านไร่ ศึกษาธิการอำเภอด่านขุนทด และนายอำเภอด่านขุนทด แห่งละ 1 ฉบับ

“กูเองไม่อยากเป็นภาระกับคนอื่น เมื่อตายไปแล้วก็อยากให้ทุกคนได้ดำเนินการทุกอย่างตามที่ได้ระบุเอาไว้ในพินัยกรรม โดยกูเองก็ได้ให้ลูกศิษย์ทั้งสี่คนเป็นผู้ดูแลทุกอย่าง หลังที่กูตายไปแล้ว ส่วนเหตุผลที่กูให้เผาศพกู ก็เพราะกูไม่อยากให้เป็นภาระ ไม่อยากให้เกิดการแสวงหาประโยชน์ใดๆ จากตัวกู กูไม่ต้องการให้ศิษยานุศิษย์เดือดร้อน หรือเกิดความวุ่นวายขึ้นเมื่อยามที่ล่วงลับไปแล้ว และเพื่อไม่ต้องการให้เกิดเป็นปัญหาระหว่างลูกศิษย์ด้วยกัน อย่างน้อยก็เป็นการลดภาระลงไปได้ เพราะเมื่อได้ทำพินัยกรรมฉบับนี้ขึ้นมาลูกศิษย์จะได้ไม่ต้องเกิดความขัดแย้งกันเอง”

นี่คือเหตุผลการทำพินัยกรรมซึ่งมีความชัดเจนไม่ต้องตีความใดๆ

พินัยกรรมนี้ได้สะท้อนให้เห็นตัวตนของท่านเป็นอย่างดีว่า หลวงพ่อคูณเป็นพระที่ไม่ประมาทในชีวิต ฉลาดรอบคอบ รู้จักวางแผนชีวิตก่อนตายเพื่อป้องกันปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ทั้งไม่ยึดติดในทรัพย์วัตถุสิ่งของใดๆ แม้กระทั่งสรีระก็ยังมอบให้โรงพยาบาล ปล่อยวางทุกอย่าง เป็นการตายอย่างมีคุณค่าและมีประโยชน์ต่อโลก ท่านเป็นพระที่เป็นสุดยอดพระจริงๆ

ข่าวอื่นๆ