จงมีพระรัตนตรัย เป็นที่พึ่ง

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2560 เวลา 12:32 น.
  • | เปิดอ่าน 746
Share on Google+
LINE it!

จงมีพระรัตนตรัย เป็นที่พึ่ง

โดย...เอกชัยจั่นทองอ้างอิง http://buddhismarticles.com/?p=1

กำลังจะเข้าสู่วันขึ้นปีใหม่ของคนไทย หลายคนวางแผนเดินทางกลับบ้านไปชาร์จพลังกับครอบครัว บางคนวางแผนทำบุญรับปีใหม่ควบคู่ไปกับการฉลอง หรืออีกหลายกิจกรรมในห้วงเวลานั้น ว่าไปแล้ววันเวลาก็เดินเร็วเหลือเกิน ใครอยากทำอะไรก็อย่ารอช้าให้ใช้ตัวเองและพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งเสมอในการใดก็ตาม

กล่าวถึงประโยคคำว่า "ที่พึ่ง" ทำให้หวนนึกถึง หลวงปู่คำดี ปภาโส วัดถ้ำผาปู่ จ.เลย ท่านมีบทความชิ้นหนึ่งความหมายช่างสอดรับกับคำว่า "ที่พึ่ง" ใจความสำคัญว่า "เราเป็นมนุษย์ที่ประเสริฐแล้ว มีชั้นภูมิที่สูงกว่าเขาแล้ว ไฉนจึงยังไปยึดภูตผีปิศาจเหล่านั้นอีกเล่า"

หลวงปู่คำดี บอกว่า ผู้มีสรณะเป็นที่พึ่งที่ระลึก ความข้อนี้มีหลักพระบาลีรับรองในมหาสมัยสูตรดังจะยกมาอ้างอิง ในสมัยหนึ่งสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ในราวป่ามหาวันใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ซึ่งล้วนเป็นพระอรหันต์ทั้งหมดประมาณ 500 รูป ครั้งนั้นเทวดาทั้งหลายพร้อมกันมาจาก 10 โลกธาตุ มาประชุมกันแล้วยืนอยู่ในที่อันควรข้างหนึ่ง ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้าและทัศนาพระอรหันต์ทั้งหลาย ซึ่งท่านเป็นผู้พ้นจากกิเลสสง่างามด้วยศีล หมดจดไม่มีมลทินแล้ว ได้กล่าวภาษิตคาถานี้ว่า

เย เกจิ พุทธํ สรณํ คตา เส น เต คมิสฺสนฺติ อปายภูมึ ปหาย มานุสํ เทหํ เทวกายํ ปริปูเรสฺสนฺตีติ. แปลความว่า ถ้าชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่นับถือภายในใจจริงแล้ว ชนเหล่านั้นจักไม่ไปเกิดในอบายภูมิ 4 คือ นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉาน เมื่อตายจากอัตภาพแห่งมนุษย์แล้ จักไปเกิดในหมู่เทพยดาทั้งหลาย

สรณะทั้ง 3 คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มิได้เสื่อมสูญอันตรธานไปไหน ยังปรากฏอยู่แก่ผู้ปฏิบัติเข้าถึงอยู่เสมอ ผู้ใดมายึดถือเป็นสรณะที่พึ่งของตนแล้ว ผู้นั้นจะอยู่ในกลางป่าหรือเรือนว่างก็ตาม สรณะทั้ง 3 ก็ปรากฏแก่เขาอยู่ทุกเมื่อ จึงว่าเป็นที่พึ่งแก่บุคคลจริง เมื่อปฏิบัติตามสรณะทั้ง 3 จริงๆ แล้วจะคลาดแคล้วจากภัยทั้งหลาย อันก่อให้เกิดความร้อนอกร้อนใจได้อย่างแน่นอน

การประกาศตนเป็นพุทธมามกะ ให้ตั้งจิตอธิษฐานในใจของตนว่า ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์อริยเจ้า เป็นที่พึ่งที่ระลึก นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปตลอดจนสิ้นชีวิตของข้าพเจ้า

ความหมายการกล่าวคำปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะว่า ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น พระธรรม และพระอริยสงฆ์สาวก ว่าเป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึกที่นับถือของข้าพเจ้าทั้งหลาย จะไม่ยึดถือสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง ขอพระสงฆ์จงทรงจำไว้ว่าพวกข้าพเจ้าทั้งหลายนี้ เป็นอุบาสกอุบาสิกา ในพระพุทธศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นับแต่วันนี้เป็นต้นไป

หลวงปู่คำดี อธิบายว่า ให้พึงศึกษาโอวาทคำสอนว่า การประกาศตนเป็นพุทธมามกะ เป็นอุบาสกอุบาสิกาในพระพุทธศาสนา พูดง่ายๆ ก็คือ การบวชขั้นต่ำในพระพุทธศาสนา เป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ เมื่อเกิดเคราะห์ภัยต่างๆ ก็ให้ทำอย่างนี้ก็จะหายเคราะห์ภัยนั้นๆ ถ้าเคยถือพระภูมิเจ้าที่อยู่ ก็ให้เลิกให้ละเสีย บรรดาภูตผีปิศาจที่เราเคยนับถืออยู่นั้น เป็นภูตผีปิศาจที่เป็นบาป จึงไม่สามารถที่ไปเกิดได้ เป็นผีที่ไม่มีบุญกุศลจึงไม่ได้เกิด ที่มาสิงในมนุษย์ก็เพราะเขาอยากเกิดนั้นเอง

"เราเป็นมนุษย์ที่ประเสริฐแล้ว มีชั้นภูมิที่สูงกว่าเขาแล้ว ไฉนจึงยังไปยึดภูตผีปิศาจเหล่านั้นอีกเล่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรวิเศษไปกว่าพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์เจ้า เป็นที่พึ่งที่สุดของมนุษย์"

ในทางศาสนาให้เรานับถือพระไตรสรณคมน์เป็นที่พึ่งที่ระลึก ในทางโลกให้เราถือบิดามารดา ปู่ ย่า ตา ยาย ผู้มีพระคุณอื่นๆ ตลอดถึงองค์พระมหากษัตริย์เป็นที่พึ่ง เป็นบุคคลที่ควรกราบไหว้บูชา และควรตอบแทนคุณ

สุดท้าย ถ้าเราไปถือในศาสนาอื่นอย่างจริงจัง ก็ทำให้ขาดจากไตรสรณคมน์ได้เหมือนกัน หรือมัวไปยึดถือภูตผีปิศาจ ไปกราบไหว้ผี ก็ทำให้ขาดจากไตรสรณคมน์เช่นเดียวกัน

Share on Google+
LINE it!