โกหกสีขาว...โกงกิน ไม่น่ารังเกียจ ชาวพุทธควรพิจารณาอย่างไร!? (ตอน ๘)

วันที่ 21 ก.ย. 2555 เวลา 07:32 น.
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส

มาวิสัชนากันต่อ ในปุจฉาที่ว่า “การปล้นแผ่นดิน–การฉ้อโกงปล้นทรัพย์ประชาชน ไม่น่ารังเกียจ หากได้ประโยชน์ร่วมกัน” หัวข้อปุจฉาดังกล่าว เป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจกันมาก และแสดงท่าทีความคิดเห็นต่อเรื่องดังกล่าวไปต่างๆ นานา หลากหลายทัศนคติ ด้วยผลสำรวจของเอแบคโพลล์ในเดือน ธ.ค. ที่พบว่า คนไทยสูงถึง ๒ ใน ๓ หรือประมาณ ๖๕.๘% ยอมรับได้ต่อรัฐบาลทุจริตคอร์รัปชัน แต่ขอให้ตนเองได้ผลประโยชน์ ในกรณีนี้เป็นเด็กและเยาวชนต่ำกว่า ๑๘ ปี ที่เห็นด้วยสูงถึง ๗๙.๑% ซึ่งสอดคล้องกับพฤติจิตที่ผิดเพี้ยนไปจากวิถีพุทธศาสนา เมื่อยอมรับว่า การโกหกเพื่อเอาตัวรอด เป็นเรื่องที่ทำกันได้เป็นปกติ...

เรื่องดังกล่าว อาตมาได้กล่าวไปบ้างแล้วในตอนที่ผ่านมา ว่า ทำไม อย่างไร...สังคมจึงเปลี่ยนไป!? ความคิดเช่นนี้ มันเกิดขึ้นได้อย่างไร...อะไรทำให้พฤติจิตของหมู่ชนที่เคยดำเนินชีวิต อ้างอิงอาศัยหลักศีลธรรมในพระพุทธศาสนาเปลี่ยนไป...จึงควรนำเรื่องดังกล่าวมาวิเคราะห์ วิจัย แยกแยะ แจกแจง แสดงให้เห็นรากเหง้าแห่งปัญหา เพื่อจะได้คิดหาวิธีคลายเงื่อนปมของปัญหาดังกล่าวให้สิ้นไป ดีกว่ามานั่งรำพึงรำพัน นอนทอดหุ่ยพร่ำพรรณนา บ่นก่นด่าไปวันๆ อย่างไร้สาระ โดยเฉพาะสถาบันที่รับผิดชอบการพัฒนาคุณภาพชีวิตมนุษย์ อย่าง กระทรวงศึกษาธิการ ที่บังคับบัญชาดูแลสถานศึกษาต่างๆ ทั่วประเทศ ควรจะกระโดดเข้าหาปัญหา เพื่อจับมาแก้ผ้าดูว่า สภาพที่แท้จริงของปัญหาดังกล่าว มีลักษณะธรรมเป็นอย่างไร...อะไรเป็นเหตุปัจจัยที่นำมาสู่ปัญหาดังกล่าวนี้... เพื่อจะได้คิดหาวิธีการแก้ไขให้ตรงเหตุปัจจัยนั้นๆ

แม้กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสังคม การสาธารณสุข หรือด้านอื่นๆ ก็ควรเป็นอย่างยิ่ง ในการศึกษาเข้าให้ถึงความจริงแห่งปัญหานั้น จะได้ช่วยกันวางแผนแก้ไขให้ประเทศชาติอย่างเป็นระบบ แต่จนแล้วจนรอดก็มิได้เห็นการตื่นตัวขึ้นมาตอบรับปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง จึงให้สังเวชใจต่อการปกครองในสังคม ที่มุ่งสู่ความล้มเหลวมากกว่าความสำเร็จ ดังที่เห็นผลึกแห่งปัญหา ซึ่งเติบโตมากขึ้นทุกคืนทุกวัน จนนำไปสู่ความขัดแย้งทำลายกันในหมู่ชนในสังคม ที่แสดงออกตามสามัญลักษณ์ของความแตกแยก ทั้งในด้านความคิด และการกระทำ สังคมแบบนี้ จึงไม่นิ่งสงบอย่างที่ควรเป็น มิหนำซ้ำยังก้าวไปสู่กระแสแห่งความเร่าร้อนวุ่นวายมากขึ้น ดังที่เห็นและเป็นอยู่ในสังคมปัจจุบัน

หากมาพินิจพิจารณาว่า แปลกหรือไม่ กับบทสะท้อนใน เรื่อง การคอร์รัปชันโกงกินได้ ไม่บาป ถ้านำมาแบ่งกัน... ก็ให้หวนกลับไปนึกถึง ค่านิยมที่ผิดๆ ในสังคมท้องถิ่นชนบทสมัยก่อน ที่เห็นการเป็นนักเลง เป็นจอมโจรเรียกค่าไถ่ บางคนเป็นฮีโร่ จนคนในสังคมมีความรู้สึกว่า น่าชื่นชมเลียนแบบ เพราะเวลาเดินไปในหมู่ชน คนจะให้ความยำเกรง เรียก ไอ้เสือนั้น! ไอ้เสือนี้! ดูเหมือนมีอำนาจอิทธิพล มีลูกน้องบริวารเดินล้อมหน้าล้อมหลัง พกศาสตราอาวุธทันสมัย แม้เจ้าหน้าที่ของรัฐในพื้นที่ยังให้ความเกรงใจ ไม่กล้าตอแยด้วย ใครถูกปล้น ถูกรังแก ก็จะเข้าไปเคลียร์ให้ได้ กลายเป็นผู้มีบารมีประจำท้องถิ่น แม้แต่เจ้าหน้าที่บ้านเมือง ยังเดินทางมาหาเพื่อขอให้ช่วยเหลือในบางเรื่อง

ทั้งถูกต้องและไม่ถูกต้อง จึงมีการเกื้อกูล อุดหนุน ดูแลกัน กลายเป็นพวกมากบารมี มีชื่อเสียงแผ่กว้างไปหลายหมู่บ้าน เมื่อใดที่ไปดักปล้นขบวนรถยนต์บนถนนหลวงมาได้ หรือเรียกค่าไถ่ ค่าคุ้มครองมาได้ ก็จะนำเงินมาช่วยเหลือบริวาร เลี้ยงดูญาติมิตร หมู่ชนในหมู่บ้าน บางครั้งนำสินค้าที่ปล้นได้ติดรถบรรทุกมาแจกคนในหมู่บ้าน จนชาวบ้านชื่นชม เด็กๆ ยอมรับเป็นต้นแบบ ปรารถนาอยากจะเป็นไอ้โจรมีชื่อกันไปหมดยกหมู่บ้าน จนกลายเป็นผู้มีอิทธิพลขนานแท้ ที่มีแนวร่วมมวลชนในพื้นที่คอยเป็นหูเป็นตา สอดส่องรักษาความปลอดภัยให้ จนยากที่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะเข้าจับกุมได้

อาตมาเคยพบด้วยตนเอง อยู่หมู่บ้านหนึ่งแถบภาคใต้ตอนบน เมื่อเข้าไปในหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ลึก ห่างไกลจากชุมชนในเมืองมาก พบว่า คนในหมู่บ้านดังกล่าว ส่วนใหญ่จะเร่ร่อนมาจากจังหวัดต่างๆ และมักจะมีคดีติดตัวมา จนมาก่อร่างสร้างตัวอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ มีการจับจองที่ดินทำไร่ทำสวนกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน โดยมีไอ้เสือ ผ. เป็นหัวหน้าชุมชนโดยปริยาย ซึ่งไอ้เสือ ผ. คนนี้ เป็นอดีตมือปืนจากเมืองเพชรที่มีชื่อเสียงในยุคนั้นมาก ด้วยอิทธิพลของไอ้เสือ ผ. กลายเป็นแบบอย่างให้คนในสังคมโดยเฉพาะเด็กๆ เยาวชน คิดเอาเป็นเยี่ยงอย่าง เพราะเข้าใจว่า เป็นเรื่องโก้เก๋

น่าชื่นชมยินดี หากเอแบคโพลล์ ไปสำรวจคนในลักษณะชุมชนอย่างนี้ ก็อาจจะมีเปอร์เซ็นต์สูงขึ้นทันทีเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ในทัศนคติที่ผิดแผกไปจากสังคมวัฒนธรรมวิถีพุทธ เพราะคงจะเห็นด้วยที่ปล้นทรัพย์สินผู้อื่นไม่ผิด หากนำมาแบ่งกันในหมู่ตนที่เป็นชุมโจรเหล่านี้.. หากจะถามว่า ความคิดอัปลักษณ์ –ทรลักษณ์อย่างนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ก็ต้องวกกลับไป เรื่อง การขาดการศึกษาที่ถูกต้องต่อการพัฒนาชีวิตไปสู่ความสงบสุขตามวิถีพุทธ จึงทำให้ไม่รู้จักบุญ บาป เวรกรรม ว่ามีจริง... อันเป็นไปตามกฎแห่งกรรม

อ่านต่อฉบับวันจันทร์