
ศึกซักฟอก 18 รมต. ฝ่ายค้านเดิมพันศรัทธารัฐบาล เขย่าเก้าอี้เปิดทางปรับครม.
พริษฐ์ ชูหลักฐานซักฟอก 18 รัฐมนตรี หวังเขย่าความเชื่อมั่นรัฐบาล ขณะที่ยุทธพรชี้เสียงข้างมากยังแข็งแรง แต่แรงกดดันเปิดทางปรับ ครม.
KEY
POINTS
- ฝ่ายค้านมุ่งใช้หลักฐานลดความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล แม้ยอมรับว่าเสียงข้างมากทำให้ล้มรัฐบาลในสภาได้ยาก
- พริษฐ์ยืนยันเลือกเป้าหมายจากพฤติกรรม ขณะที่ยุทธพรอ่านผลทางการเมืองว่าเป็นแรงกดดันต่อเอกภาพพรรคร่วมรัฐบาล
- น้ำหนักหลักฐานจะกำหนดผลหลังซักฟอก ทั้งแรงกดดันให้ปรับคณะรัฐมนตรีและโอกาสขยายผลตรวจสอบผ่านองค์กรอิสระหรือศาล
ฝ่ายค้านวางเดิมพันกับญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ 18 รัฐมนตรีไว้ที่ความเชื่อมั่นของประชาชน มากกว่าหวังชนะคะแนนในสภา พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และประธานวิปฝ่ายค้าน ยอมรับว่ารัฐบาลครองเสียงข้างมาก แต่เชื่อว่าหลักฐานที่หนักแน่นจะสร้างแรงสะเทือนทางการเมืองและส่งผลถึงเลือกตั้งครั้งถัดไป
ด้าน รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ประเมินว่า รัฐบาลมีโอกาสชนะลงมติสูง แต่หากฝ่ายค้านเปิดข้อมูลที่สร้างแรงกดดันได้มาก ผลหลังอภิปรายจะขยับจากคำถามว่ารัฐบาลอยู่ต่อหรือไม่ ไปสู่คำถามว่ารัฐมนตรีคนใดต้องออกจากตำแหน่ง
เลือกจากพฤติกรรม หรือกดดันพรรคร่วม
พริษฐ์อธิบายว่า ฝ่ายค้านใช้หลัก “ปิดชื่อถือพฤติกรรม” โดยเริ่มจากข้อมูลเรื่องบริหารผิดพลาด เอื้อประโยชน์พวกพ้อง และข้อสงสัยทุจริตที่ สส.รวบรวมมาหลายเดือน ก่อนกลั่นกรองจนได้รายชื่อ 18 รัฐมนตรี เขายืนยันว่าไม่ได้ตั้งต้นด้วยเป้าหมายว่าจะอภิปรายพรรคใดหรือละเว้นพรรคใด
ยุทธพรมองผลทางการเมืองต่างออกไป โดยเห็นว่าฝ่ายค้านไม่ยื่นซักฟอกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย และมุ่งเป้าไปที่ค่ายภูมิใจไทย จะสร้างแรงกดดันต่อเอกภาพของพรรคร่วมรัฐบาล อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่าฝ่ายค้านต้องให้น้ำหนักกับเนื้อหาและหลักฐาน มากกว่าจับตาเพียงว่าพรรคเพื่อไทยจะลงมติอย่างไร
ข้อแตกต่างนี้แยกได้เป็นสองเรื่อง พริษฐ์ชี้แจงเกณฑ์เลือกผู้ถูกอภิปราย ส่วนยุทธพรประเมินผลที่ตามมาต่อพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งสองฝ่ายให้น้ำหนักตรงกันว่า หลักฐานต้องทำให้ประชาชนเห็นปัญหาได้ชัดเจน
เลือกจากพฤติกรรม หรือกดดันพรรคร่วม
พริษฐ์อธิบายว่า ฝ่ายค้านใช้หลัก “ปิดชื่อถือพฤติกรรม” โดยเริ่มจากข้อมูลเรื่องบริหารผิดพลาด เอื้อประโยชน์พวกพ้อง และข้อสงสัยทุจริตที่ สส.รวบรวมมาหลายเดือน ก่อนกลั่นกรองจนได้รายชื่อ 18 รัฐมนตรี เขายืนยันว่าไม่ได้ตั้งต้นด้วยเป้าหมายว่าจะอภิปรายพรรคใดหรือละเว้นพรรคใด
ยุทธพรมองผลทางการเมืองต่างออกไป โดยเห็นว่าฝ่ายค้านไม่ยื่นซักฟอกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย และมุ่งเป้าไปที่ค่ายภูมิใจไทย จะสร้างแรงกดดันต่อเอกภาพของพรรคร่วมรัฐบาล อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่าฝ่ายค้านต้องให้น้ำหนักกับเนื้อหาและหลักฐาน มากกว่าจับตาเพียงว่าพรรคเพื่อไทยจะลงมติอย่างไร
ข้อแตกต่างนี้แยกได้เป็นสองเรื่อง พริษฐ์ชี้แจงเกณฑ์เลือกผู้ถูกอภิปราย ส่วนยุทธพรประเมินผลที่ตามมาต่อพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งสองฝ่ายให้น้ำหนักตรงกันว่า หลักฐานต้องทำให้ประชาชนเห็นปัญหาได้ชัดเจน
คดี สว.เป็นแกน แต่ไม่ใช่ทั้งหมด
พริษฐ์เรียกข้อกล่าวหาเกี่ยวกับคดีเลือกสมาชิกวุฒิสภาว่า “อาชญากรรมทางประชาธิปไตย” เพราะมองว่าเป้าหมายไม่ได้หยุดที่ทุจริต แต่ครอบคลุมถึงเข้าควบคุมองค์กรอิสระและทำลายกลไกตรวจสอบรัฐบาล
พริษฐ์ ยังตั้งข้อสงสัยต่อมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ที่ไม่สั่งฟ้องแกนนำพรรคภูมิใจไทย โดยเชื่อมโยงกับบทบาทของ สว.สายสีน้ำเงิน ทั้งนี้ ข้อเชื่อมโยงดังกล่าวเป็นข้อกล่าวหาและมุมมองของพริษฐ์ ไม่ใช่ข้อยุติว่ารัฐบาลแทรกแซงองค์กรอิสระแล้ว
ยุทธพรประเมินว่า ประเด็นนี้จะเผชิญข้อโต้แย้งจากรัฐบาลหรือสภา ซึ่งจะอ้างว่าเป็นเรื่องขององค์กรอิสระและไม่มีชื่อคนในรัฐบาลในกลุ่มผู้ที่ กกต.ส่งฟ้องศาลฎีกา ฝ่ายค้านจึงต้องอธิบายให้ชัดว่าหลักฐานเชื่อมถึงบทบาทและหน้าที่ของรัฐมนตรีอย่างไร
ประเด็นอื่นครอบคลุมคดีโกงสอบท้องถิ่น โครงการ TH-AI Passport เศรษฐกิจ ค่าครองชีพ พลังงาน น้ำท่วม และคำถามเรื่องความโปร่งใสของพระราชกำหนดเงินกู้ 4 แสนล้านบาท พริษฐ์ระบุด้วยว่าฝ่ายค้านเก็บข้อมูลบางส่วนไว้เปิดในวันอภิปราย เพื่อป้องกันผู้เกี่ยวข้องเข้าไปยุ่งกับพยานหลักฐาน
เสียงข้างมากยังแข็งแรง แต่รัฐมนตรีต้องรับแรงกดดัน
ยุทธพรประเมินว่าฐานเสียงรัฐบาลเกือบ 300 เสียงทำให้ฝ่ายค้านชนะลงมติได้ยาก อีกทั้งยังมีกลุ่มที่เขาเรียกว่า “พรรคฝ่ายคอย” ประมาณ 58 เสียง พร้อมเข้าร่วมรัฐบาล จึงทำให้รอยร้าวระหว่างพรรคร่วมไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะสิ้นสุดลงทันที
แต่คะแนนในสภาไม่ใช่ตัวชี้วัดทั้งหมด หากหลักฐานทำให้รัฐมนตรีเสียความน่าเชื่อถือมากขึ้น นายกรัฐมนตรีจะเผชิญแรงกดดันให้ปรับคณะรัฐมนตรี ยุทธพรยังย้ำว่า รัฐมนตรีที่เข้ามาจากภายนอกต้องรับตรวจสอบเช่นเดียวกัน เพราะเมื่อดำรงตำแหน่งและใช้อำนาจรัฐแล้ว ย่อมมีหน้าที่รับผิดชอบต่อประชาชน
สำหรับจังหวะยื่นญัตติ เขาเห็นว่าเหมาะสม เพราะคดี สว.เข้าสู่ศาลและปัญหาน้ำท่วมเริ่มคลี่คลาย แต่ย้ำว่า “จังหวะที่ดีที่สุด” ไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ เมื่อรัฐบาลยังถือเสียงข้างมาก
หลังซักฟอก ต้องติดตามหลักฐานไปถึงไหน
พริษฐ์ระบุว่า หากศาลฎีกาไต่สวนแล้วพบหลักฐานเชื่อมโยงถึงบุคคลนอกเหนือจาก 77 คน กกต.ยังมีหน้าที่สอบสวนและดำเนินเรื่องเพิ่มเติม ส่วนยุทธพรเสนอให้ฝ่ายค้านเดินต่อทั้งในสภา ผ่านคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. และศาล พร้อมสื่อสารให้ประชาชนร่วมตรวจสอบ
ญัตติครั้งนี้จึงต้องวัดผลสองด้าน คือรัฐมนตรีตอบข้อกล่าวหาได้ครบถ้วนเพียงใด และฝ่ายค้านนำหลักฐานไปตรวจสอบต่อได้จริงแค่ไหน ผลลงมติจะกำหนดสถานะในสภา ขณะที่คำชี้แจงและหลักฐานจะกำหนดความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลหลังจบอภิปราย
แหล่งที่มา : รายการคมชัดลึก







