posttoday
แกะรอยไอ้โม่งโกงสอบท้องถิ่น ปมตัดตอนคดีสู่เครือข่ายอำนาจเหนืออธิบดี

แกะรอยไอ้โม่งโกงสอบท้องถิ่น ปมตัดตอนคดีสู่เครือข่ายอำนาจเหนืออธิบดี

12 สิงหาคม 2569

นพ.ตุลย์ชี้คดีโกงสอบท้องถิ่นอาจไม่จบแค่อดีตอธิบดี ตั้งข้อสังเกต TOR ช่องว่างแก้คะแนน และเครือข่ายอำนาจระดับสูงที่ควรถูกขยายผล ก่อนคดีหยุดเพียงแค่ผู้ปฏิบัติ

KEY

POINTS

  • นพ.ตุลย์ตั้งข้อสังเกตว่าคดีอาจถูกตัดตอนที่อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ซึ่งอาจไม่ใช่ผู้บงการตัวจริง และเชื่อว่ามีเครือข่ายอำนาจที่อยู่สูงกว่าคอยสั่งการอยู่เบื้องหลัง
  • การทุจริตมีลักษณะเป็นขบวนการที่วางแผนไว้ล่วงหน้า ตั้งแต่การเปลี่ยนมหาวิทยาลัยผู้จัดสอบ และการออกแบบ TOR ที่เปิดช่องโหว่ให้สามารถแก้ไขคะแนนได้ก่อนการประกาศผล
  • มูลค่าความเสียหายที่สูงจากการเรียกรับเงินซื้อขายตำแหน่ง บ่งชี้ว่ามีเครือข่ายขนาดใหญ่ที่ได้ประโยชน์ จึงมีการเรียกร้องให้ขยายผลการสอบสวนไปถึงผู้มีอำนาจในระดับที่สูงกว่าอธิบดี

คดีทุจริตสอบท้องถิ่นกำลังเดินมาถึงจุดที่คำถามสำคัญว่า ใครออกแบบระบบที่เปิดช่องให้คะแนนถูกแก้ได้ ใครได้ประโยชน์ และอำนาจสั่งการแท้จริงหยุดอยู่ตรงระดับใด

 

แกนสำคัญจากบทสัมภาษณ์ของ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ที่ตั้งข้อสังเกตว่าการดำเนินคดีหากหยุดอยู่เพียงระดับอดีตอธิบดีธีรุฒ อาจยังไม่เพียงพอที่จะอธิบายภาพทั้งหมดของขบวนการ เพราะในมุมของ นพ.ตุลย์ กระบวนการที่ถูกตั้งข้อสงสัยไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะวันประกาศผลสอบ หากแต่มีเงื่อนงำย้อนกลับไปตั้งแต่การเลือกผู้จัดสอบ การกำหนด TOR ช่องทางรับส่งข้อมูลคะแนน ไปจนถึงช่วงเวลาระหว่างสอบเสร็จกับการประกาศผล

 

จึงเกิดคำถามใหญ่ขึ้นมาว่า สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าเป็นเพียง “ปลายสาย” หรือเป็นทั้งขบวนการแล้ว

 

 

ปมแรก “ตัดตอน” หรือสุดทางของหลักฐาน

ประเด็นที่ นพ.ตุลย์ให้น้ำหนักมากที่สุด คือการตั้งข้อสังเกตว่า นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น อาจไม่ใช่จุดเริ่มต้นของกระบวนการ

เหตุผลสำคัญคือ อดีตอธิบดีธีรุฒเพิ่งเข้ารับตำแหน่งประมาณ 3 สัปดาห์ก่อนการจัดสอบ จึงถูกเปรียบเหมือนนักวิ่งผลัดที่เพิ่งเข้ามารับไม้ต่อในช่วงปลาย หากระบบหรือขั้นตอนสำคัญถูกกำหนดมาก่อนหน้านั้นแล้ว การมุ่งตรวจสอบเฉพาะคนที่ถือไม้ในช่วงสุดท้าย ย่อมยังตอบไม่ได้ว่าใครเป็นคนวางเส้นทางมาตั้งแต่ต้น

ในมุมนี้ คำว่า “ตัดตอน” จึงกลายเป็นประเด็นทางการเมืองและกระบวนการยุติธรรมทันที

 

เพราะหากการสอบสวนหยุดลงที่เจ้าหน้าที่หรือผู้บริหารซึ่งเข้ามารับช่วงท้าย สิ่งที่สังคมอาจไม่ได้คำตอบคือ ใครเป็นผู้กำหนดโครงสร้าง ใครเป็นผู้มีอำนาจเหนือกระบวนการ และมีบุคคลระดับสูงกว่านั้นเกี่ยวข้องหรือไม่

 

นพ.ตุลย์จึงใช้คำว่า “ไอ้โม่งหลังกำแพง” เพื่ออธิบายตัวละครที่เขาเชื่อว่ายังไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะอย่างชัดเจน

 

อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาเหล่านี้ยังจำเป็นต้องได้รับการพิสูจน์ผ่านพยานหลักฐานและกระบวนการสอบสวน ไม่ใช่ตัดสินจากข้อสงสัยเพียงฝ่ายเดียว

 

 

จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่ TOR

 

หากไล่ย้อนเส้นทางตามข้อสังเกตของ นพ.ตุลย์ จุดที่ควรจับตาเป็นพิเศษคือ กระบวนการจัดทำ TOR และการเปลี่ยนผู้จัดสอบ

 

นพ.ตุลย์ตั้งข้อสังเกตถึงการยกเลิกการจ้างมหาวิทยาลัยบูรพา ซึ่งเคยทำหน้าที่จัดสอบในปี 2564 ก่อนเปลี่ยนมาเป็นมหาวิทยาลัยอีกแห่ง โดยให้เหตุผลเกี่ยวกับมาตรการป้องกันการทุจริต ซึ่งเขามองว่ายังมีความคลุมเครือและควรถูกตรวจสอบให้ชัดเจน

 

แต่หัวใจไม่ได้อยู่เพียงว่า “เปลี่ยนมหาวิทยาลัยทำไม”

 

ประเด็นที่สำคัญกว่าคือ TOR ถูกออกแบบอย่างไร

 

ตามข้อสังเกตที่ให้ไว้ ช่องโหว่ใหญ่คือมหาวิทยาลัยผู้จัดสอบไม่ได้เป็นผู้ประกาศคะแนนโดยตรง แต่ต้องส่งข้อมูลคะแนนกลับมายังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือ สถ. เพื่อดำเนินการประกาศผลอีกทอดหนึ่ง

 

เมื่อข้อมูลคะแนนต้องผ่านอีกหน่วยงานหนึ่งก่อนออกสู่สาธารณะ คำถามจึงเกิดขึ้นทันทีว่า ใครสามารถเข้าถึงข้อมูล ใครมีสิทธิแก้ไข และมีระบบป้องกันการเปลี่ยนแปลงข้อมูลมากเพียงใด

 

โดยเฉพาะเมื่อมีช่วงเวลาราว 15-16 วันระหว่างวันสอบกับวันประกาศผล

 

สำหรับ นพ.ตุลย์ ช่วงเวลาดังกล่าวคือ “ช่องว่าง” ที่ต้องตรวจสอบอย่างละเอียด เพราะหากมีการแก้ไขคะแนนจริง ช่วงเวลานี้อาจเป็นหนึ่งในจุดที่ทำให้การแทรกแซงเกิดขึ้นได้

 

จากคะแนนสอบ สู่คำถามเรื่อง “โพย”

 

ภาพที่ นพ.ตุลย์พยายามต่อจิ๊กซอว์คือ หากมีการซื้อขายตำแหน่งจริง ผู้ที่รับผลประโยชน์จำเป็นต้องรู้ว่าใครคือคนที่ต้องได้รับการปรับคะแนนให้ผ่าน และใครต้องถูกลดคะแนนเพื่อเปิดพื้นที่ให้บุคคลเหล่านั้น

 

จึงนำไปสู่ข้อสงสัยเรื่อง “โพยรายชื่อ”

 

และนี่อาจเป็นจุดที่เชื่อมโลกของข้อมูลคะแนนเข้ากับโลกของนายหน้าและเครือข่ายผลประโยชน์

 

นพ.ตุลย์กล่าวถึงบุคคลหลายระดับที่เห็นว่าควรถูกตรวจสอบขยายผล ตั้งแต่ อดีตอธิบดีนฤชา (นฤชา โฆษาศิวิไลซ์) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการลงนามยกเลิกการใช้มหาวิทยาลัยบูรพา, รองอธิบดีศิริพันธ์ (ศิริพันธ์ ศรีกงพลี) ซึ่งถูกกล่าวถึงในส่วนของการร่าง TOR และอดีตผู้ตรวจฯ มนัส (มนัส สุวรรณรินทร์) รวมถึงกรรมการ กสถ. รายอื่น ๆ

 

อีกด้านหนึ่งยังมีตัวละครที่ถูกเรียกว่า “ดร.วิน”(วิน ธนพชรโภคิน)และ “จ่าพิชิต” (พิชิต ทั้งพรม) ซึ่ง นพ.ตุลย์ระบุว่าอยู่ในลักษณะเครือข่ายประสานงาน และมีความเชื่อมโยงกว้างขวางทั้งในกระทรวงมหาดไทยและมหาวิทยาลัย

 

ทั้งหมดนี้ยังเป็นประเด็นที่ต้องพิสูจน์ว่า แต่ละคนมีบทบาทจริงมากน้อยเพียงใด และมีความเชื่อมโยงกันในทางคดีหรือไม่

นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์

 

เงิน 7-9 แสนบาทต่อราย ทำให้เกมใหญ่กว่าการแก้คะแนน

 

อีกเหตุผลที่ทำให้ นพ.ตุลย์มองว่าคดีนี้ไม่ควรหยุดอยู่แค่ผู้ปฏิบัติ คือมูลค่าผลประโยชน์ที่ถูกกล่าวอ้าง

 

ตัวเลขที่ระบุไว้คือมีการเรียกรับเงินซื้อขายตำแหน่งประมาณ 700,000-900,000 บาทต่อราย และเมื่อประเมินภาพรวม ความเสียหายอาจสูงถึงประมาณ 5,000 ล้านบาท

 

หากตัวเลขดังกล่าวมีหลักฐานรองรับ นั่นย่อมทำให้คำถามเรื่องโครงสร้างของขบวนการใหญ่ขึ้นทันที

 

เพราะผลประโยชน์ระดับหลายพันล้านบาทยากที่จะถูกอธิบายว่าเป็นเพียงความผิดเฉพาะบุคคลโดยไม่ตรวจสอบเครือข่าย ทั้งคนรับเงิน คนหาผู้สมัคร คนจัดทำรายชื่อ คนเข้าถึงคะแนน และผู้ที่อาจมีอำนาจเปิดทางให้ระบบเดินได้

 

ด้วยเหตุนี้ นพ.ตุลย์จึงชี้ไปยังบุคคลที่เขาเรียกในเชิงเปรียบเทียบว่าอยู่ในระดับ C12-C14 ซึ่งหมายถึงกลุ่มอำนาจที่อยู่เหนือระดับอธิบดีขึ้นไป และอาจเชื่อมโยงถึงคนใกล้ชิดรัฐมนตรีหรือฝ่ายการเมือง

 

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การด่วนสรุปว่าใครผิด แต่คือ การสอบสวนเดินขึ้นไปถึงระดับนั้นแล้วหรือยัง

 

จุดแตกของขบวนการ เกิดจาก “ความโลภ”

 

เรื่องราวทั้งหมดอาจไม่ปรากฏเป็นคดีใหญ่ หากระบบการแก้คะแนนเดินไปโดยไม่มีข้อผิดพลาด

 

แต่ตามคำอธิบายของ นพ.ตุลย์ จุดที่ทำให้เรื่องแดงขึ้นกลับเกิดจากสิ่งที่เขาเรียกว่า “Error”

 

นั่นคือการแก้คะแนนมากเกินไป

 

มีผู้ที่ทำคะแนนได้ดีจากการสอบจริง แต่กลับพบว่าคะแนนกลายเป็นศูนย์ ซึ่ง นพ.ตุลย์ตั้งข้อสังเกตว่าอาจเกิดจากความพยายามลดคะแนนของคนที่สอบได้ เพื่อเปิดตำแหน่งให้กับบุคคลตามรายชื่อที่ต้องการให้ผ่าน

 

ความผิดปกตินี้ทำให้ผู้เสียหายเดินหน้าร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ก่อนที่เรื่องจะขยายไปสู่การตรวจค้นโกดังเก็บข้อสอบในจังหวัดสมุทรปราการ

 

จากความผิดพลาดเพียงจุดเดียว จึงกลายเป็นรอยร้าวที่ทำให้กลไกซึ่งเคยถูกซ่อนอยู่เริ่มถูกตั้งคำถามทั้งระบบ

 

เดิมพันของคดี อยู่ที่ชื่อใครจะเข้าสำนวน

 

สำหรับ นพ.ตุลย์ สิ่งสำคัญที่สุดนับจากนี้ไม่ใช่การจับผู้กระทำผิดให้ได้จำนวนมากที่สุด แต่คือ การสาวให้ถึงต้นตอของอำนาจสั่งการ

 

นพ.ตุลย์ เรียกร้องให้ ป.ป.ช. และรัฐบาลขยายการสอบสวนไปถึงข้าราชการระดับสูงและผู้มีอำนาจทางการเมืองที่อาจเกี่ยวข้อง หากมีพยานหลักฐานเพียงพอ และต้องบรรจุรายชื่อผู้เกี่ยวข้องไว้ในสำนวนอย่างครบถ้วน

 

เหตุผลที่ย้ำเรื่องนี้ เพราะ นพ.ตุลย์นำกรณีคดีโกงสอบนายอำเภอในอดีตมาเป็นบทเรียนว่า แม้ศาลจะระบุถึงการทำตามคำสั่งนักการเมือง แต่หากบุคคลที่ถูกกล่าวถึงไม่ได้อยู่ในสำนวนตั้งแต่ต้น กระบวนการเอาผิดย่อมมีข้อจำกัด

 

ดังนั้น เดิมพันของคดีสอบท้องถิ่นครั้งนี้จึงไม่ได้อยู่แค่ว่าใครจะถูกลงโทษ

 

แต่อยู่ที่ว่า ระบบตรวจสอบจะกล้าเดินจากคนแก้คะแนน ไปหาคนส่งโพย จากคนส่งโพยไปหาคนวางระบบ และจากคนวางระบบไปถึงผู้มีอำนาจเหนือระบบหรือไม่

 

เพราะหากเส้นทางหยุดอยู่เพียงอดีตอธิบดี คำถามเรื่อง TOR การเปลี่ยนผู้จัดสอบ ช่องว่าง 15-16 วัน เครือข่ายนายหน้า และผลประโยชน์ระดับหลายพันล้านบาท ก็ยังคงแขวนอยู่โดยไม่มีคำตอบ

 

แต่หากการสอบสวนขยายออกไปตามพยานหลักฐานอย่างตรงไปตรงมา คดีนี้อาจไม่ได้เปิดโปงเพียงการแก้คะแนนสอบ หากอาจเปิดให้เห็นว่า ระบบราชการที่ควรคัดเลือกคนด้วยความสามารถ สามารถถูกแทรกแซงด้วยเครือข่ายอำนาจและผลประโยชน์ได้อย่างไร

 

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ นพ.ตุลย์ยืนยันว่า การต่อสู้เรื่องนี้ “ยังไม่จบ”

 

เพราะสำหรับเขา ตัวละครสำคัญอาจไม่ใช่คนที่ยืนอยู่หน้ากำแพง แต่อาจเป็นคนที่ยังซ่อนตัวอยู่ข้างหลัง และคำตอบสุดท้ายจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อการสอบสวนไม่หยุดก่อนเดินไปถึงกำแพงนั้น.

แหล่งที่มา : รายการคมชัดลึก  

 

 

ข่าวล่าสุด

แกะรอยไอ้โม่งโกงสอบท้องถิ่น ปมตัดตอนคดีสู่เครือข่ายอำนาจเหนืออธิบดี

แกะรอยไอ้โม่งโกงสอบท้องถิ่น ปมตัดตอนคดีสู่เครือข่ายอำนาจเหนืออธิบดี