
"อนุทิน"สยบสูตรไตรคัลเลอร์ เกมส้ม-แดง-เขียวยังติดด่านสีน้ำเงิน
ท่าทีกอดจุลพันธ์ของอนุทินไม่เพียงดับข่าวพลิกขั้ว แต่สะท้อนว่าสูตรส้ม-แดง-เขียวยังติดทั้งเงื่อนไขเสียง สว. และผลประโยชน์ที่ยังไม่ลงตัว จึงยังเป็นเกมบนกระดาษ
KEY
POINTS
- นายอนุทิน ชาญวีรกูล สยบกระแสข่าวลือการ "พลิกขั้ว" รัฐบาล โดยแสดงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับพรรคเพื่อไทย เพื่อยืนยันเสถียรภาพของรัฐบาลปัจจุบัน
- มีการวิเคราะห์สูตรจัดตั้งรัฐบาลใหม่ "ไตรคัลเลอร์" ซึ่งเป็นการรวมตัวของพรรคประชาชน (สีส้ม), เพื่อไทย (สีแดง), และกล้าธรรม (สีเขียว) เพื่อผลักพรรคภูมิใจไทย (สีน้ำเงิน) ไปเป็นฝ่ายค้าน
- สูตรดังกล่าวเผชิญอุปสรรคสำคัญ เนื่องจากขาดความไว้วางใจระหว่างพรรค และขั้วสีน้ำเงินยังมีอิทธิพลในกลไกวุฒิสภา ทำให้การเปลี่ยนขั้วยังมีความเสี่ยงสูงและไม่เกิดขึ้นจริงในขณะนี้
ภาพนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กอดนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานจากพรรคเพื่อไทย ต่อหน้าสื่อมวลชน ในทางการเมืองคือการส่งสัญญาณปฏิเสธกระแสข่าว “พลิกขั้ว” อย่างมีชั้นเชิง
นายอนุทินเลือกใช้คำว่า “กลมกล่อม” อธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง"ภูมิใจไทย"กับ"เพื่อไทย" พร้อมยืนยันต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ยังเชื่อมั่นในรัฐมนตรีทุกคน และต้องการให้แต่ละฝ่ายทำงานตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา โดยไม่หวั่นไหวต่อข่าวลือหรือคำถามที่อาจสร้างความแตกแยก
ท่าทีนี้สะท้อนว่า ผู้นำพรรคภูมิใจไทยไม่ได้มองข้ามแรงสั่นสะเทือนจากสูตรจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แต่เลือกควบคุมสถานการณ์ด้วยการแสดงความมั่นใจ แทนการตอบโต้โดยตรง เพราะยิ่งรัฐบาลมีภาพเป็นเอกภาพมากเท่าใด ต้นทุนของพรรคที่คิดถอนตัวหรือเปลี่ยนขั้วก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
สมการไตรคัลเลอร์ที่ตัวเลขดูเป็นไปได้
กระแสที่ถูกเรียกว่า “ทฤษฎีไตรคัลเลอร์” คือสูตรผสมระหว่างสีส้มของพรรคประชาชน สีแดงของพรรคเพื่อไทย และสีเขียวของพรรคกล้าธรรม เพื่อรวมเสียงตั้งรัฐบาลและผลักพรรคภูมิใจไทยหรือขั้วสีน้ำเงินไปเป็นฝ่ายค้าน
เมื่อคำนวณจากตัวเลขที่ถูกนำมาอ้าง พรรคประชาชน 118 ที่นั่ง พรรคเพื่อไทย 74 ที่นั่ง และพรรคกล้าธรรม 58 ที่นั่ง รวมกันได้ 250 เสียง หากดึงพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคขนาดเล็กเข้าร่วมเพิ่มเติม ก็อาจมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร
จุดแข็งของสูตรนี้จึงอยู่ที่คณิตศาสตร์การเมือง แต่จุดอ่อนคือความไว้วางใจระหว่างพรรค เพราะแต่ละฝ่ายมีทั้งเป้าหมาย ฐานเสียง และเงื่อนไขทางการเมืองแตกต่างกัน การรวมเสียงให้ได้จึงง่ายกว่าการตกลงว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี ใครจะควบคุมกระทรวงสำคัญ และรัฐบาลใหม่จะเดินไปในทิศทางใด
พรรคประชาชนอาจต้องการแก้เกมหลังเคยสนับสนุนนายอนุทินขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ขณะที่พรรคกล้าธรรมถูกจับตาจากข่าวลือเกี่ยวกับการเจรจาทางการเมือง แม้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะปฏิเสธเรื่อง “ดีลลับโมนาโก” และยืนยันว่าเดินทางไปกับครอบครัวก็ตาม
ส่วนพรรคเพื่อไทย แม้อาจรู้สึกไม่สะดวกใจกับบทบาทนำของพรรคภูมิใจไทยในบางเรื่อง แต่การอยู่ในรัฐบาลเดิมยังมีความแน่นอนมากกว่าการเปิดโต๊ะเจรจาครั้งใหม่ ซึ่งเต็มไปด้วยความเสี่ยงทั้งเรื่องตำแหน่ง อำนาจต่อรอง และเสถียรภาพระยะยาว
ด่านสำคัญไม่ได้อยู่แค่เสียงในสภา
แม้สูตรส้ม-แดง-เขียวจะรวบรวมเสียงข้างมากได้ แต่การบริหารประเทศ แต่รัฐบาลยังต้องเผชิญกระบวนการผ่านกฎหมาย การตรวจสอบ และความสัมพันธ์กับวุฒิสภา รวมถึงองค์กรตามรัฐธรรมนูญ
ข้อสังเกตในวงการเมืองมองว่า เครือข่ายที่ใกล้ชิดขั้วสีน้ำเงินยังมีอิทธิพลต่อกลไกในวุฒิสภา หากรัฐบาลใหม่ไม่สามารถสร้างความร่วมมือกับกลไกเหล่านี้ได้ การผลักดันกฎหมายสำคัญหรือการแต่งตั้งบางตำแหน่งอาจเผชิญแรงต้าน และทำให้รัฐบาลเกิดภาวะติดขัดตั้งแต่เริ่มต้น
นี่จึงเป็นเหตุผลที่เพื่อไทยและกล้าธรรมยังไม่มีแรงจูงใจเพียงพอที่จะหักกับภูมิใจไทยในเวลานี้ แม้จะมีสมการทางเลือกอยู่บนโต๊ะ แต่การเปลี่ยนขั้วต้องให้ผลตอบแทนทางการเมืองมากกว่าความเสี่ยงอย่างชัดเจน
กระแสข่าวรอยร้าวภายในขั้วสีน้ำเงิน รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างนายเนวิน ชิดชอบ กับนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ยังเป็นเพียงข้อมูลที่ต้องติดตามและยังไม่มีข้อยืนยันเพียงพอ หากความขัดแย้งภายในขยายตัวจริง สมการไตรคัลเลอร์อาจกลับมามีน้ำหนัก แต่หากภูมิใจไทยยังรักษาเอกภาพได้ สูตรดังกล่าวก็ยากจะเกิดขึ้น
การกอดกันต่อหน้ากล้องระหว่าง"นายอนุทิน"กับ"นายจุลพันธ์"ไม่อาจรับประกันว่าไม่มีการต่อรองอยู่เบื้องหลัง แต่เพียงพอจะบอกว่า เวลาของการพลิกขั้วยังมาไม่ถึง สูตรส้ม-แดง-เขียวจึงยังเป็นเครื่องมือกดดันและเพิ่มอำนาจต่อรอง มากกว่าจะเป็นแผนจัดตั้งรัฐบาลที่พร้อมนำมาใช้ในทันที







