
ปิดปาก-ทุบกระจก รัฐบาลอนุทินเผชิญศึกตรวจสอบทุจริตเร็วเกินคาด
ไม่กี่เดือนหลังตั้งรัฐบาลอนุทิน เกมการเมืองกลับร้อนเร็ว เมื่อข้อครหาทุจริตชนกลไกรัฐ ตัดกับแรงกดดันฝ่ายค้านและสื่อที่ทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจ
KEY
POINTS
- รัฐบาลเผชิญการตรวจสอบเรื่องทุจริตอย่างหนักและรวดเร็วเกินคาด ทั้งจากฝ่ายค้านที่ตรวจสอบโครงการต่างๆ และสื่อมวลชนที่นำเสนอข่าว
- มีการใช้กระบวนการตรวจสอบสวนกลับเพื่อกดดันฝ่ายค้านที่ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ซึ่งถูกเปรียบเทียบว่าเป็นการ "ปิดปาก" ผู้ตรวจสอบ
- สื่อมวลชนเผชิญแรงกดดันผ่านการถอดรายการทีวีและกระแสข่าวการตรวจสอบสื่อ ซึ่งถูกมองว่าเป็นการ "ทุบกระจก" เพื่อปิดกั้นการสะท้อนภาพความจริง
เพียงไม่กี่เดือนหลังเข้าบริหารประเทศ รัฐบาลกลับไม่ได้อยู่ในช่วง “ฮันนีมูนพีเรียด” อย่างที่ควรจะเป็น แต่ต้องเผชิญแรงเสียดทานทางการเมืองอย่างหนัก ทั้งจากฝ่ายค้าน สื่อมวลชน และข้อครหาทุจริตในระบบราชการที่กำลังลุกลามเป็นวิกฤตศรัทธา
แนวคิด “ปิดปากและทุบกระจก” จึงกลายเป็นภาพเปรียบเทียบที่สะท้อนบรรยากาศการเมืองขณะนี้ได้อย่างคมชัด “ปิดปาก” คือการตอบโต้ผู้ตรวจสอบอำนาจ ส่วน “ทุบกระจก” คือการกดดันผู้ทำหน้าที่สะท้อนภาพความจริงให้สังคมเห็น
ด้านหนึ่ง ฝ่ายค้านโดยเฉพาะ สส. พรรคประชาชน ถูกจับตาหลังออกมาตรวจสอบโครงการสำคัญของรัฐบาล กรณีภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ที่อภิปรายโครงการ Thailand AI Passport มูลค่า 1,600 ล้านบาท ซึ่งถูกมองว่าเกี่ยวพันกับกลุ่มการเมืองในบุรีรัมย์ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของแรงปะทะทางการเมือง
ไม่นานหลังจากนั้น DSI แถลงประเด็นเส้นทางการเงิน Forex ระบุพบเงิน 28 ล้านบาท โอนเข้าบัญชีภาวุฒิในวันเดียว 14 ครั้ง ครั้งละ 2 ล้านบาท ขณะที่เจ้าตัวชี้แจงว่าเป็นธุรกรรมจากการเทรดทองคำและธุรกิจออนไลน์ในช่วงก่อนเข้าสู่การเมือง แต่ประเด็นนี้ยังถูกขยายผลผ่านการยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. และพยายามเชื่อมโยงไปถึงพรรคการเมือง
กรณีรัชนก ศรีนอก หรือไอซ์ ประธานกรรมาธิการติดตามงบประมาณ ก็สะท้อนภาพเดียวกัน เมื่อบทบาทการตรวจสอบงบประมาณหลายพันล้านบาทต้องเผชิญการยื่นตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน โดยมุ่งไปที่เงิน 85,000 บาท ซึ่งถูกมองว่าเป็นการใช้กระบวนการตรวจสอบย้อนกลับไปกดดันผู้ตรวจสอบ
อีกด้านหนึ่ง สื่อมวลชนก็เผชิญแรงสั่นสะเทือนจากกระแสข่าวการถอดผังรายการ “เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand” ของดนัย เอกมหาสวัสดิ์ ออกจากช่อง 9 อสมท รวมถึงกระแสข่าวการตรวจสอบสื่อกระแสหลัก 3 แห่ง ได้แก่ เนชั่น ผู้จัดการ และมติชน แม้โฆษกรัฐบาลปฏิเสธการแทรกแซง แต่บรรยากาศที่เกิดขึ้นย่อมสร้างคำถามต่อเสรีภาพสื่ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ปัญหาหนักกว่าคือ ขณะที่รัฐบาลต้องรับมือเสียงวิจารณ์ ภายในระบบราชการกลับเกิดวิกฤตความโปร่งใส โดยเฉพาะมหากาพย์ทุจริตสอบท้องถิ่น มูลค่าถูกกล่าวถึงระดับ 4,500 ล้านบาท จากการซื้อขายตำแหน่ง 6,669 อัตรา เรียกรับเงินตั้งแต่ 350,000 ถึง 700,000 บาทต่อตำแหน่ง
ข้อมูลที่ระบุถึงการพบไฟล์กระดาษคำตอบกว่า 9,000 ชุด และการแก้คะแนนในระบบคอมพิวเตอร์เพื่อให้ตรงกับผลสอบที่ประกาศไปก่อนหน้า ยิ่งทำให้คดีนี้ไม่ใช่เพียงทุจริตรายบุคคล แต่ถูกมองเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ระดับ “องค์กรอาชญากรรม” ที่อาจโยงนักการเมืองและข้าราชการระดับสูง
บทสรุปของปรากฏการณ์นี้คือ รัฐบาลกำลังยืนอยู่บนทางสองแพร่ง หากเลือกตอบโต้ผู้ตรวจสอบมากกว่าทำความสะอาดบ้านตัวเอง ภาพ “ปิดปากและทุบกระจก” จะยิ่งตอกย้ำว่าอำนาจรัฐกำลังกลัวเงาสะท้อนของความจริง มากกว่ากลัวการทุจริตที่กัดกินระบบราชการจากข้างใน







