
ภาวุธชำแหละ “ทุนสีน้ำเงิน” โยงปม AI 1.6 พันล้าน ส่อเอื้อเอกชนคนกลาง
ภาวุธเปิดปมโครงการ AI 1.6 พันล้าน ตั้งข้อสงสัยความคุ้มค่า-จัดซื้อจัดจ้าง ส่อเอื้อนายทุนสีน้ำเงิน สะท้อนปัญหาทุนการเมืองกับงบรัฐที่ต้องเร่งตรวจสอบ ให้ชัดเจน
KEY
POINTS
- นายภาวุธตั้งข้อสังเกตโครงการ AI 1.6 พันล้านบาท ว่ามีงบประมาณส่วนต่างสูงเกินจริง โดยต้นทุนใช้งานจริงอาจต่ำกว่าที่ตั้งไว้มาก ซึ่งส่อเป็นการเอื้อประโยชน์ให้เอกชนคนกลาง
- โครงการถูกเชื่อมโยงกับ "กลุ่มทุนสีน้ำเงิน" ซึ่งเป็นเครือข่ายทุนที่ใกล้ชิดฝ่ายรัฐบาล โดยมีข้อสงสัยเรื่องกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่อาจเข้าข่ายการฮั้วประมูล
- มีการวิจารณ์ข้อกำหนดทางเทคนิค (TOR) ที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมาย และเสนอให้รัฐจัดซื้อบริการโดยตรงจากผู้พัฒนาระดับโลกเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มความโปร่งใส
นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เปิดประเด็นตรวจสอบโครงการแจก AI มูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาท ตั้งข้อสงสัยความคุ้มค่า กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และบทบาท “กลุ่มทุนสีน้ำเงิน” ที่อาจได้ประโยชน์จากโครงการรัฐขนาดใหญ่ โดยโครงการดังกล่าวสะท้อนปัญหาทั้งด้านความโปร่งใส ความคุ้มค่าของงบประมาณ และโครงสร้างการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่อาจเปิดช่องให้เอกชนบางกลุ่มได้รับประโยชน์สูงผิดปกติ
ประเด็นสำคัญที่ถูกตั้งข้อสังเกต คือ งบประมาณก้อนใหญ่ของโครงการถูกจัดสรรไปกับค่าใช้จ่ายด้าน AI ประมาณ 1,500 ล้านบาท แต่กลับไม่มีรายละเอียดชัดเจนเพียงพอว่า ต้นทุนที่แท้จริงของการใช้ระบบ AI หรือค่า token อยู่ในระดับใด
ขณะที่มีการประเมินว่า ต้นทุนการใช้งานจริงอาจอยู่เพียงราว 300 ล้านบาทต่อปี ทำให้เกิดคำถามถึงส่วนต่างจำนวนมากที่อาจตกอยู่กับผู้รับงานหรือคนกลาง
นายภาวุธยังตั้งข้อสงสัยต่อข้อกำหนดทางเทคนิคของโครงการ โดยเฉพาะเงื่อนไขการรองรับผู้ใช้งานพร้อมกันที่ถูกจำกัดไว้ประมาณ 140 คนต่อวินาที ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับเป้าหมายการให้บริการประชาชนจำนวนมากระดับหลายล้านคน หากโครงการถูกนำเสนอว่าเป็นการยกระดับการเข้าถึง AI ของประเทศในวงกว้าง
นอกจากนี้ ยังมีข้อวิจารณ์เรื่องค่าใช้จ่ายในองค์ประกอบอื่นของโครงการ เช่น ระบบลงทะเบียน ระบบบริหารความเสี่ยง และระบบ e-learning ที่ถูกมองว่ามีราคาสูงกว่าที่ควรจะเป็น เมื่อเทียบกับต้นทุนการพัฒนาระบบในตลาดปัจจุบัน
ข้อเสนอเชิงนโยบายที่ถูกหยิบยกขึ้นมา คือ รัฐบาลควรพิจารณาการทำข้อตกลงโดยตรงกับผู้ให้บริการ AI ระดับโลก เช่น OpenAI หรือ Google แทนการซื้อผ่านตัวกลาง เพื่อให้เกิดความคุ้มค่า ลดต้นทุน และป้องกันการผูกขาดผลประโยชน์จากเอกชนบางราย
อีกประเด็นที่ถูกจับตา คือ กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการกำหนดราคากลาง โดยข้อมูลในเอกสารระบุว่า มีบริษัทเข้ายื่นเสนอราคา 3 รายในวงเงินใกล้เคียงกัน และมีข้อสงสัยว่าบริษัทที่เกี่ยวข้องอาจมีความเชื่อมโยงในเครือข่ายเดียวกัน หรือมีการสลับบทบาทระหว่างผู้เสนอราคาและคู่เทียบ ซึ่งหากเป็นจริงอาจเข้าข่ายพฤติกรรมเอื้อประโยชน์หรือฮั้วราคา
ในมุมการเมือง นายภาวุธเชื่อมโยงประเด็นนี้กับสิ่งที่เรียกว่า “กลุ่มทุนสีน้ำเงิน” ซึ่งหมายถึงกลุ่มทุนที่มีความใกล้ชิดกับเครือข่ายการเมืองฝ่ายรัฐบาล และมีบทบาทในหลายโครงการของรัฐ โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับของพรรคการเมืองกลุ่มเดียวกัน
เอกสารยังระบุว่า เครือข่ายดังกล่าวอาจมีความเกี่ยวข้องกับโครงการรัฐหลายรายการ รวมมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท ทั้งโครงการด้าน AI ระบบ Big Data โครงการในกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงโครงการอื่นที่ใช้เงินจากกองทุนของรัฐ ซึ่งไม่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบงบประมาณโดยรัฐสภาโดยตรง
ในภาพรวม โครงการ AI มูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาทจึงไม่ได้ถูกตั้งคำถามเพียงเรื่องราคา แต่ยังสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของการใช้งบประมาณผ่านกองทุนรัฐ การจัดซื้อจัดจ้างด้านเทคโนโลยี และความสัมพันธ์ระหว่างทุนกับการเมือง ซึ่งจำเป็นต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อให้การลงทุนด้าน AI ของประเทศเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่กลายเป็นช่องทางสร้างกำไรมหาศาลให้กับคนกลางหรือเครือข่ายผลประโยชน์ทางการเมือง.
แหล่งที่มาประกอบเนื้อหา : รายการคมชัดลึก (คลิก)







