posttoday
ผ่าทางตัน "MOU 44" เสี่ยงสูญทรัพยากรหมื่นล้านหรือทางรอดไทย

ผ่าทางตัน "MOU 44" เสี่ยงสูญทรัพยากรหมื่นล้านหรือทางรอดไทย

30 เมษายน 2569

วิเคราะห์ปมร้อน "ยกเลิก MOU 44" ผศ.อัครพงษ์ชี้เสี่ยงเข้าทาง "ประนอมข้อพิพาทภาคบังคับ" UNCLOS ทำไทยคุมทิศทางไม่ได้ เตือนอย่าเอาอธิปไตยแลกความเสี่ยง

KEY

POINTS

  • การยกเลิก MOU 2544 กับกัมพูชาอาจนำไปสู่การสูญเสียทรัพยากรปิโตรเลียมมูลค่ามหาศาลในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล
  • หากยกเลิก MOU ไทยจะถูกบังคับให้เข้าสู่กระบวนการประนอมข้อพิพาทโดยคณะกรรมการสากลภายใต้กฎหมายทะเล (UNCLOS) ซึ่งไทยอาจสูญเสียอำนาจต่อรอง
  • ข้อเสนอทางออกคือให้รัฐบาลแยกประเด็นอธิปไตยออกจากการเจรจาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรร่วมกัน

จับตา "ยกเลิก MOU 44" เดิมพันหมื่นล้าน หรือกับดัก "ประนอมข้อพิพาทภาคบังคับ"?

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สั่นสะเทือนทั้งการเมืองและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เมื่อข้อถกเถียงเรื่องการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) 2544 ระหว่างไทยกับกัมพูชา ถูกนำมาปัดฝุ่นอีกครั้ง งานนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเส้นเขตแดน แต่คือเดิมพัน "ทรัพยากรปิโตรเลียมในอ่าวไทย" ที่มีมูลค่ามหาศาล

ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ อดีตคณบดีวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ฉายภาพความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ภายใต้กระแสชาตินิยม โดยวิเคราะห์ว่าหากไทยตัดสินใจ "ฉีก" MOU 2544 จะไม่ใช่การจบปัญหา แต่เป็นการเปิดประตูสู่ "กระบวนการประนอมข้อพิพาทภาคบังคับ" (Compulsory Conciliation) ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ซึ่งผลลัพธ์อาจไม่เป็นไปอย่างที่หลายฝ่ายคาดคิด

เปิดกลไก "ภาคบังคับ" ที่ไทยหนีไม่ได้

ผศ.อัครพงษ์ เตือนว่า กระบวนการภายใต้ UNCLOS ภาคที่ 15 ภาคผนวก 5 มีความน่ากลัวที่ซ่อนอยู่คือ "ความผูกพัน" หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยื่นความประสงค์ อีกฝ่ายจะปฏิเสธไม่ได้ และต้องเข้าสู่กระบวนการทันที โดยจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการ 5 คน ซึ่งเป็นคนกลางจากบัญชีรายชื่อผู้เชี่ยวชาญระดับโลกมาเป็นผู้ "ขีดเส้นใหม่"

ความเร็วของกระบวนการนี้คือ 2–4 ปี ซึ่งเร็วกว่าการเจรจาทวิภาคีผ่านคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิค (JTC) ที่ลากยาวมานับสิบปี "การยกเลิก MOU อาจกลายเป็นการเร่งให้เกิดการขีดเส้นใหม่ ที่ไทยอาจไม่มีอำนาจต่อรองในการควบคุมทิศทางได้อีกต่อไป"

เสี่ยงสูญเสียทรัพยากร – เดิมพันเกาะกูด

ในฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด หากไทยเข้าสู่กระบวนการดังกล่าวแล้วแพ้:

โซนปิโตรเลียมตอนล่าง: ไทยอาจสูญเสียสิทธิในพื้นที่ทับซ้อนส่วนใหญ่ หากคณะกรรมการฯ มองว่าเส้นเดิมไม่สอดคล้องกับมาตรฐาน UNCLOS

สถานะเกาะกูด: ผศ.อัครพงษ์ ย้ำชัดว่า เกาะกูดมีสถานะเป็น "เส้นฐาน" (Baseline) ตามประกาศปี 2513 ซึ่งตามกฎหมายสากลคือ "น่านน้ำภายใน" ที่ไทยมีอำนาจเต็ม การกังวลว่าเกาะกูดจะหายไปหรือถูกแบ่งครึ่ง จึงเป็นเพียงความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนทางกฎหมาย

จี้รัฐแยกส่วน "อธิปไตย" ออกจาก "ผลประโยชน์"

ท่ามกลางกระแสกดดันทางการเมือง นักวิชาการรายนี้เสนอทางออกที่ชัดเจนว่า รัฐบาลต้องแยกปัญหาให้เด็ดขาด:

  • ด้านอธิปไตย: หากมีการรุกล้ำพื้นที่ ต้องใช้กลไก GBC หรือ RBC (ข้อตกลงปี 2538) ซึ่งทหารมีอำนาจเต็มในการจัดการ
  • ด้านเศรษฐกิจ: ต้องมุ่งเน้นการเจรจาเพื่อนำทรัพยากรขึ้นมาใช้ภายใต้ความร่วมมือ ไม่ใช่การเอาชนะกันจนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงในเวทีโลก

การที่ประเทศไทยต้องเลือกว่า จะยอมรับความเสี่ยงจากการเข้าสู่กระบวนการตัดสินโดยคนกลางที่ไม่อาจคาดเดาผลลัพธ์ หรือจะใช้กลไกการทูตที่รอบคอบรักษาผลประโยชน์ของชาติไว้ให้ได้มากที่สุด เพราะท้ายที่สุดแล้ว "ชัยชนะ" ในความรู้สึกคนในชาติ อาจแลกมาด้วยความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่ประเมินค่าไม่ได้ในระยะยาว

แหล่งที่มา : รายการคมชัดลึก (คลิกชม)

ข่าวล่าสุด

ยุโรปใช้ CBAM เต็มรูปแบบ คต.เตือนส่งออกไทยเร่งวัดคาร์บอนสินค้า

ยุโรปใช้ CBAM เต็มรูปแบบ คต.เตือนส่งออกไทยเร่งวัดคาร์บอนสินค้า