เจาะปมลอบยิง 'กมลศักดิ์' รอยร้าวความมั่นคงที่ต้องปิดจุดอ่อนด้วยการปฏิรูป
วิกฤตศรัทธาหน่วยงานรัฐปะทุหลังรถหลวงพัวพันทีมสังหาร สส. ประชาชาติ จับตามาตรการเข้มงวดทรัพยากรราชการและข้อเสนอ DDR ป้องกันอดีตกำลังพลผันตัวเป็นมือปืน
KEY
POINTS
- ช่องโหว่รถราชการ: ทีมสังหารใช้รถของ กอ.รมน. นราธิวาส ก่อเหตุ สะท้อนความล้มเหลวในการควบคุมยุทโธปกรณ์และทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่
- ทักษะรบพิเศษในอาชญากรรม: ผู้ต้องหาสำคัญเป็นอดีตทหารและรบพิเศษ บ่งชี้ถึงความจำเป็นในการมีมาตรการ DDR เพื่อกำกับดูแลอดีตกำลังพลไม่ให้ผันตัวเป็นมืออาชีพรับจ้างฆ่า
- ความท้าทายในการสาวถึงรายใหญ่: แม้จับกุมผู้ปฏิบัติการได้เกือบหมด แต่ยังไม่ถึงตัวผู้บงการ ซึ่งถูกมองว่าเป็น "ตอใหญ่" ที่มีอิทธิพลและวางแผนอย่างเป็นระบบระดับมืออาชีพ
เปิดโครงข่ายทีมสังหาร: รถราชการกลายเป็นเครื่องมืออาชญากรรม
สถานะความคืบหน้าคดีลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส. นราธิวาส พรรคประชาชาติ ณ วันที่ 13 เมษายน 2569 ก้าวสู่จุดสำคัญหลังการจับกุมนายธนภัทร วัฒนภิญโญ อดีตทหารพราน หนึ่งในมือปืนได้ล่าสุด ทำให้ยอดผู้ต้องหาที่ถูกควบคุมตัวเพิ่มเป็น 4 จาก 5 ราย โดยยังเหลือเพียง ร.อ. วิโรจน์ เกตุมณี อดีตหน่วยนาวิกโยธินรีคอนที่ยังหลบหนี ประเด็นที่กลายเป็น "ชนวนร้อน" คือหลักฐานรถยนต์โตโยต้าที่ใช้ก่อเหตุ ซึ่งตรวจสอบพบว่าเป็นรถในความรับผิดชอบของ กอ.รมน. จังหวัดนราธิวาส โดยมี น.อ. มนตรี โตประเสริฐ เป็นผู้รับผิดชอบและยอมรับว่าให้กลุ่มมือปืนยืมไปใช้
ปัจจุบัน น.อ. มนตรี ถูกย้ายเข้าส่วนกลางและถูกตั้งข้อหาทำให้ทรัพย์สินราชการเสียหาย พร้อมสอบสวนวินัยร้ายแรง ส่วนตัวรถถูกนำไปชำแหละทำลายหลักฐานที่อู่แห่งหนึ่งก่อนถูกเจ้าหน้าที่ตรวจพบ
การใช้รถหลวงในการก่อเหตุสะท้อนถึงช่องโหว่ร้ายแรงในการควบคุมยุทโธปกรณ์ของรัฐ ทรัพยากรที่ควรใช้เพื่อความมั่นคงกลับถูกนำมาใช้ประทุษร้ายประชาชนเสียเอง สิ่งนี้ทำลายความเชื่อมั่นของคนในพื้นที่ต่อหน่วยงานความมั่นคงอย่างเลี่ยงไม่ได้ และหากพิสูจน์ได้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐมีเจตนาสนับสนุน ย่อมตอกย้ำภาพลักษณ์ "อาชญากรรมโดยรัฐ" ที่ฝ่ายการเมืองมักหยิบยกมาวิพากษ์วิจารณ์
เส้นตายที่ไปไม่ถึง "ผู้บงการ": ปมปริศนาเบื้องหลังทีมอาชีพ
แม้จะกวาดล้างทีมปฏิบัติการได้เกือบยกชุด แต่ พล.ต.ต. ประยงค์ โคตรสาขา ผบก.ภ.จว.นราธิวาส ยอมรับว่าการสอบสวนยัง "ไปไม่ถึงตัวผู้บงการ" หรือผู้จ้างวาน โดยระบุว่ารูปแบบการทำงานของคนร้ายมีความเป็นระบบสูง ทั้งทีมสะกดรอย ทีมชี้เป้า และทีมสังหารที่มีทักษะการใช้อาวุธระดับผู้เชี่ยวชาญ ทำให้เกิดข้อกังขาว่ามูลเหตุจูงใจอาจเชื่อมโยงกับการบทบาทการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนของนายกมลศักดิ์ที่อาจไปขัดผลประโยชน์ผู้มีอิทธิพล
พนักงานสอบสวนยืนยันกำลังรวบรวมหลักฐานเพื่อสาวให้ถึงตัวการใหญ่ โดยไม่ละเว้นว่าจะเป็นใคร และหากพบการทุจริตคดีจะถูกส่งไปยังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ
ความซับซ้อนของแผนการและศักยภาพของมือสังหารที่เป็นถึงอดีตรบพิเศษ บ่งชี้ว่าผู้บงการต้องมี "สายป่าน"ที่ยาวและมีอำนาจในมือพอสมควร การที่ยังไม่พบหลักฐานการ "ลงขัน" ยิ่งทำให้คดีนี้ถูกมองว่าอาจมีนัยทางการเมืองหรือความขัดแย้งเชิงนโยบายในพื้นที่ชายแดนใต้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
ทางออกและการปฏิรูป: ปิดจุดเสี่ยง "อดีตนักรบ" และเครื่องจักร กอ.รมน.
พล.โท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ย้ำชัดถึงบทลงโทษสถานหนักต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง แต่ประเด็นที่ใหญ่กว่าคือ "แนวทางปฏิรูป" เพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย ข้อเสนอสำคัญคือการบริหารจัดการอดีตเจ้าหน้าที่ที่มีทักษะอาวุธสูงมาใช้ เพื่อไม่ให้คนกลุ่มนี้ผันตัวไปเป็นมือปืนรับจ้างหลังพ้นภาระหน้าที่ รวมถึงการเพิ่มความโปร่งใสในโครงสร้าง กอ.รมน.
วิเคราะห์ผลกระทบ
- นโยบายความมั่นคง: กอ.รมน. จะถูกกดดันให้เพิ่มบทบาทตรวจสอบจากภาคพลเรือนและภาคประชาชนในพื้นที่มากขึ้นเพื่อลดความหวาดระแวง
- การบริหารจัดการกำลังพล: กองทัพจำเป็นต้องมีแผนรองรับอาชีพให้อดีตทหารพรานหรือกำลังพลที่ปลดประจำการอย่างเป็นระบบ (DDR) เพื่อป้องกันการเข้าสู่โครงข่ายผู้มีอิทธิพล
- ความโปร่งใส: การนำเทคโนโลยีติดตามยุทโธปกรณ์และรถราชการมาใช้จะเป็นมาตรการเร่งด่วนเพื่อป้องกันการนำทรัพย์สินรัฐไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ในอนาคต


